เล่าปี่ โจโฉ และซุนกวนมีรูปแบบการบริหารแตกต่างกันอย่างชัดเจน หากเปรียบกับผู้นำองค์กรยุคใหม่ สามารถสรุปได้ว่า
| ผู้นำ | รูปแบบการบริหาร | จุดแข็งสำคัญ | ความเสี่ยง |
|---|---|---|---|
| เล่าปี่ | บริหารด้วยความสัมพันธ์ คุณธรรม และความไว้วางใจ | สร้างความภักดีและรวมคนเก่งให้ต่อสู้เพื่อเป้าหมายร่วมกัน | ใช้อารมณ์และความสัมพันธ์ส่วนตัวมากเกินไป |
| โจโฉ | บริหารด้วยความสามารถ ระบบ กฎระเบียบ และผลลัพธ์ | ตัดสินใจเร็ว ใช้คนเป็น และสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพ | ทำให้คนเกรงกลัวและอาจไม่ไว้วางใจผู้นำ |
| ซุนกวน | บริหารด้วยความสมดุล การประนีประนอม และการกระจายอำนาจ | รักษาทีมเก่า เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ และสร้างความมั่นคงระยะยาว | บางครั้งลังเลและได้รับอิทธิพลจากหลายฝ่าย |
1. เล่าปี่: ผู้นำที่ใช้ “ใจ” นำองค์กร
เล่าปี่สร้างอำนาจจากความน่าเชื่อถือ คุณธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพราะในช่วงเริ่มต้นเขามีทรัพยากรและกำลังทหารน้อยกว่าคู่แข่ง จึงต้องใช้ความสามารถในการดึงดูดคนให้ยอมร่วมทุกข์ร่วมสุข
ตัวอย่างสำคัญคือความสัมพันธ์กับกวนอูและเตียวหุย รวมถึงการไปเชิญขงเบ้งด้วยตนเองหลายครั้ง แสดงให้เห็นว่าเล่าปี่ให้เกียรติคนเก่ง และพร้อมแสดงความจริงใจเพื่อให้ได้บุคลากรที่เหมาะสม
ลักษณะการบริหารของเล่าปี่ ได้แก่
สร้างความผูกพันเหมือนครอบครัว
ใช้คุณธรรมและเป้าหมายร่วมกันเป็นศูนย์กลาง
ให้เกียรติและไว้วางใจผู้ใต้บังคับบัญชา
มีความสามารถในการดึงคนเก่งมาร่วมงาน
ใช้ภาพลักษณ์ของผู้นำที่เข้าใจประชาชน
ข้อดีคือบุคลากรเกิดความภักดีสูงและพร้อมเสียสละเพื่อองค์กร แต่ข้อเสียคือเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิด เล่าปี่อาจแยกความรู้สึกออกจากผลประโยชน์ขององค์กรไม่ได้ เช่น การยกทัพไปแก้แค้นให้น้องร่วมสาบาน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักให้จ๊กก๊ก
หากเทียบกับธุรกิจ เล่าปี่คือผู้ก่อตั้งที่สร้างองค์กรจากวัฒนธรรม ความศรัทธา และความสัมพันธ์กับทีมงาน
2. โจโฉ: ผู้นำที่ใช้ “ระบบและผลงาน” นำองค์กร
โจโฉให้ความสำคัญกับความสามารถมากกว่าชาติกำเนิดหรือชื่อเสียง เขาพร้อมใช้คนที่มีฝีมือ แม้บุคคลนั้นเคยอยู่กับฝ่ายตรงข้าม ตราบใดที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้
โจโฉจึงมีทั้งนักวางแผน แม่ทัพ และข้าราชการจำนวนมาก เช่น ซุนฮก กุยแก กาเซี่ย เตียวเลี้ยว และสุมาอี้ ทำให้องค์กรของโจโฉมีบุคลากรที่หลากหลายและมีระบบบริหารแข็งแกร่ง
ลักษณะการบริหารของโจโฉ ได้แก่
คัดเลือกคนจากผลงานและความสามารถ
กำหนดเป้าหมายและสายบังคับบัญชาชัดเจน
ใช้ข้อมูล ข่าวกรอง และสถานการณ์จริงประกอบการตัดสินใจ
ให้รางวัลแก่ผู้สร้างผลงานและลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎ
ตัดสินใจรวดเร็วและปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์
แยกเรื่องส่วนตัวออกจากผลประโยชน์ทางการเมืองได้มากกว่าคู่แข่ง
จุดแข็งของโจโฉคือสามารถเปลี่ยนกองกำลังให้กลายเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีทั้งระบบเศรษฐกิจ การปกครอง และการทหารรองรับ แต่ความเด็ดขาดและความระแวงสูงทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาบางคนทำงานด้วยความกลัวมากกว่าความผูกพัน
หากเทียบกับธุรกิจ โจโฉคือ CEO ที่เน้น Performance, KPI, Talent Management และการตัดสินใจจากสถานการณ์จริง
3. ซุนกวน: ผู้นำที่ใช้ “ความสมดุล” นำองค์กร
ซุนกวนแตกต่างจากเล่าปี่และโจโฉ เพราะเขาไม่ได้เริ่มต้นสร้างองค์กรขึ้นมาเองทั้งหมด แต่รับช่วงอำนาจต่อจากซุนเกี๋ยนและซุนเซ็ก ภารกิจสำคัญของเขาจึงไม่ใช่เพียงการขยายอำนาจ แต่ต้องรักษาทีมเดิม ประสานกลุ่มอำนาจในท้องถิ่น และสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง
ซุนกวนมีความสามารถในการใช้คนหลายรุ่น ตั้งแต่เตียวเจียว จิวยี่ โลซก ลิบอง จนถึงลกซุน เขามักมอบอำนาจให้แม่ทัพและที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญในแต่ละสถานการณ์
ลักษณะการบริหารของซุนกวน ได้แก่
รับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย
กระจายอำนาจให้ผู้เชี่ยวชาญ
รักษาสมดุลระหว่างคนเก่าและคนรุ่นใหม่
ปรับความสัมพันธ์ระหว่างการเป็นพันธมิตรกับการแข่งขัน
ให้ความสำคัญกับฐานทรัพยากรและความมั่นคงของดินแดน
ไม่ลงไปควบคุมรายละเอียดทุกเรื่องด้วยตนเอง
ตัวอย่างสำคัญคือศึกผาแดง ซุนกวนยอมมอบหมายให้จิวยี่เป็นผู้บัญชาการหลัก และร่วมมือกับฝ่ายเล่าปี่เพื่อรับมือศัตรูที่ใหญ่กว่า แสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์และการใช้พันธมิตร
อย่างไรก็ตาม การฟังหลายฝ่ายอาจทำให้เกิดความลังเล และในช่วงปลายของการปกครอง ปัญหาเรื่องผู้สืบทอดทำให้เกิดการแบ่งกลุ่มภายในง่อก๊ก
หากเทียบกับธุรกิจ ซุนกวนคือผู้บริหารกิจการครอบครัวรุ่นต่อมาที่เก่งด้านการรักษาเสถียรภาพ บริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และกระจายงานให้มืออาชีพ
เปรียบเทียบการบริหารบุคลากร
เล่าปี่: “ทำให้คนอยากติดตาม”
เล่าปี่ใช้ความจริงใจ ความสัมพันธ์ และอุดมการณ์สร้างความผูกพัน คนในองค์กรจึงไม่ได้ทำงานเพื่อผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อว่ากำลังต่อสู้เพื่อผู้นำและเป้าหมายร่วมกัน
โจโฉ: “ทำให้คนเก่งสร้างผลงาน”
โจโฉพยายามวางคนให้เหมาะกับงาน เปิดโอกาสให้บุคลากรที่มีความสามารถเติบโต และใช้ทั้งรางวัล กฎระเบียบ และอำนาจควบคุมองค์กร
ซุนกวน: “ทำให้คนเก่งทำงานร่วมกัน”
ซุนกวนไม่ได้จำเป็นต้องเก่งกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาทุกด้าน แต่เก่งในการเลือกผู้รับผิดชอบ ประสานกลุ่มต่าง ๆ และรักษาสมดุลภายในองค์กร
หากนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ
ผู้นำที่ดีไม่จำเป็นต้องเลือกใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งทั้งหมด แต่สามารถผสมจุดแข็งของทั้งสามคนได้
ใช้แบบ เล่าปี่ เมื่อต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กร ความไว้วางใจ และแรงบันดาลใจ
ใช้แบบ โจโฉ เมื่อต้องสร้างระบบ วัดผลงาน แก้ปัญหาวิกฤต และแข่งขันอย่างจริงจัง
ใช้แบบ ซุนกวน เมื่อต้องบริหารทีมผู้เชี่ยวชาญ ประสานผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และรักษาความมั่นคงระยะยาว
สรุปอย่างสั้นที่สุดคือ
เล่าปี่ชนะใจคน โจโฉชนะด้วยระบบ ส่วนซุนกวนชนะด้วยการรักษาสมดุล
สำหรับการบริหาร Digital Agency แนวทางที่เหมาะสมอาจเป็นการใช้ “หัวใจของเล่าปี่ ระบบของโจโฉ และการมอบหมายงานแบบซุนกวน” เพราะธุรกิจเอเจนซี่ต้องสร้างทั้งความผูกพันในทีม ระบบวัดผลงาน และพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสายได้ตัดสินใจครับ
