Skip to content
Skip to content
StepUp Marketing Technology

ความสำเร็จของท่าน คือ ความสำเร็จของเรา

StepUp Marketing Technology

ความสำเร็จของท่าน คือ ความสำเร็จของเรา

  • หน้าแรก
  • บริการ
    • 👥 Social media specialist
    • 📊SEM Specialist
    • 🚦SEO Specialist
    • 🏷️Analytics & Tracking
    • 🏠Website Designer Ui
    • 👩‍🎨Graphic Designer
    • 🖊️Content Writer
    • 🎥Video Editor
    • 💞Account Executive (AE)
    • 🎬KOLs Manager
  • ประเภทธุรกิจ
  • เกี่ยวกับเรา
  • ร่วมงานกับเรา
    • 1.Social Marketing
    • 2.SEM Marketing and research Specialist
    • 3.SEO Specialist
    • 4.Programer Frontend Developer
    • 5.Website Designer Ui
    • 6.Graphic Designer and Ui Designer
    • 7.Video Editor
    • 8.Content Writer & Content Creator
    • 9. Account Executive
    • 10. Sales Executive
    • 11.HR Manager
    • 12. Accounting Manager
    • 13.Digital Marketing Manager
    • 14.KOLs Manager
  • Contact Us
    • Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล)
    • Cookies Policy (นโยบายการใช้คุกกี้)
  • BLOG

เกี่ยวกับเว็บนี้

เราเป็น Digital Agency ที่ช่วยธุรกิจ SME และองค์กรขนาดใหญ่ วางแผน ออกแบบ และควบคุมงบประมาณการตลาดดิจิทัลให้คุ้มค่าที่สุด

เราไม่ได้มุ่งแค่เพิ่มยอดขาย แต่ช่วยให้ธุรกิจ ใช้เงินการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเติบโตอย่างเป็นระบบ

ค้นหาเรา

ที่อยู่
บริษัท สเต็ป-อัพ มาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี จำกัด
25 อาคารอัลม่า ลิงค์ชั้น 17 ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี
เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

ชั่วโมง
วันจันทร์—ศุกร์: 8:00–17:00 น.

  • หน้าแรก
  • บริการ
    • 👥 Social media specialist
    • 📊SEM Specialist
    • 🚦SEO Specialist
    • 🏷️Analytics & Tracking
    • 🏠Website Designer Ui
    • 👩‍🎨Graphic Designer
    • 🖊️Content Writer
    • 🎥Video Editor
    • 💞Account Executive (AE)
    • 🎬KOLs Manager
  • ประเภทธุรกิจ
  • เกี่ยวกับเรา
  • ร่วมงานกับเรา
    • 1.Social Marketing
    • 2.SEM Marketing and research Specialist
    • 3.SEO Specialist
    • 4.Programer Frontend Developer
    • 5.Website Designer Ui
    • 6.Graphic Designer and Ui Designer
    • 7.Video Editor
    • 8.Content Writer & Content Creator
    • 9. Account Executive
    • 10. Sales Executive
    • 11.HR Manager
    • 12. Accounting Manager
    • 13.Digital Marketing Manager
    • 14.KOLs Manager
  • Contact Us
    • Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล)
    • Cookies Policy (นโยบายการใช้คุกกี้)
  • BLOG
Download CV
Close

Search

StepUp Marketing Technology

ความสำเร็จของท่าน คือ ความสำเร็จของเรา

StepUp Marketing Technology

ความสำเร็จของท่าน คือ ความสำเร็จของเรา

  • หน้าแรก
  • บริการ
    • 👥 Social media specialist
    • 📊SEM Specialist
    • 🚦SEO Specialist
    • 🏷️Analytics & Tracking
    • 🏠Website Designer Ui
    • 👩‍🎨Graphic Designer
    • 🖊️Content Writer
    • 🎥Video Editor
    • 💞Account Executive (AE)
    • 🎬KOLs Manager
  • ประเภทธุรกิจ
  • เกี่ยวกับเรา
  • ร่วมงานกับเรา
    • 1.Social Marketing
    • 2.SEM Marketing and research Specialist
    • 3.SEO Specialist
    • 4.Programer Frontend Developer
    • 5.Website Designer Ui
    • 6.Graphic Designer and Ui Designer
    • 7.Video Editor
    • 8.Content Writer & Content Creator
    • 9. Account Executive
    • 10. Sales Executive
    • 11.HR Manager
    • 12. Accounting Manager
    • 13.Digital Marketing Manager
    • 14.KOLs Manager
  • Contact Us
    • Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล)
    • Cookies Policy (นโยบายการใช้คุกกี้)
  • BLOG
  • หน้าแรก
  • บริการ
    • 👥 Social media specialist
    • 📊SEM Specialist
    • 🚦SEO Specialist
    • 🏷️Analytics & Tracking
    • 🏠Website Designer Ui
    • 👩‍🎨Graphic Designer
    • 🖊️Content Writer
    • 🎥Video Editor
    • 💞Account Executive (AE)
    • 🎬KOLs Manager
  • ประเภทธุรกิจ
  • เกี่ยวกับเรา
  • ร่วมงานกับเรา
    • 1.Social Marketing
    • 2.SEM Marketing and research Specialist
    • 3.SEO Specialist
    • 4.Programer Frontend Developer
    • 5.Website Designer Ui
    • 6.Graphic Designer and Ui Designer
    • 7.Video Editor
    • 8.Content Writer & Content Creator
    • 9. Account Executive
    • 10. Sales Executive
    • 11.HR Manager
    • 12. Accounting Manager
    • 13.Digital Marketing Manager
    • 14.KOLs Manager
  • Contact Us
    • Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล)
    • Cookies Policy (นโยบายการใช้คุกกี้)
  • BLOG
BLOGMain

KPI แบบไหนที่ทำให้ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายร่วมมือกันแทนการแข่งขันกัน

By Dewii
กันยายน 3, 2026 4 Min Read
0

หลายองค์กรลงทุนด้านการตลาดเพื่อสร้าง Lead ขณะที่ฝ่ายขายมีหน้าที่เปลี่ยน Lead ให้กลายเป็นลูกค้า แต่แทนที่ทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกัน กลับเกิดความขัดแย้งอยู่เสมอ ฝ่ายการตลาดอาจมองว่า “เราส่ง Lead ให้จำนวนมากแล้ว แต่ฝ่ายขายติดตามไม่ดีพอ” ส่วนฝ่ายขายอาจตอบว่า “Lead ที่ได้รับไม่มีคุณภาพ ต่อให้ติดตามมากแค่ไหนก็ขายไม่ได้”

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากบุคลากรเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการกำหนด KPI ที่แยกความสำเร็จของแต่ละฝ่ายออกจากกัน เมื่อแต่ละทีมถูกประเมินด้วยตัวเลขคนละชุด ทุกฝ่ายย่อมพยายามทำให้ KPI ของตัวเองดูดีที่สุด แม้ว่าผลลัพธ์รวมของบริษัทจะไม่ดีขึ้นก็ตาม

ดังนั้น KPI ที่เหมาะสมจึงควรทำให้ Marketing และ Sales มองเห็นเป้าหมายเดียวกัน ตั้งแต่การสร้างความสนใจ การคัดกรอง Lead การติดตาม ไปจนถึงการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ

 

ทำไม KPI แบบเดิมจึงทำให้ Marketing และ Sales แข่งขันกัน

KPI ของฝ่ายการตลาดมักประกอบด้วยจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ Reach, Engagement, จำนวน Lead และต้นทุนต่อ Lead ส่วนฝ่ายขายมักถูกวัดจากจำนวนการโทร จำนวนการนัดหมาย ยอดขาย และอัตราการปิดการขาย

ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ผิด แต่หากนำมาใช้โดยไม่มีตัวชี้วัดร่วม อาจสร้างพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร

ตัวอย่างเช่น ฝ่ายการตลาดได้รับ KPI ให้สร้าง Lead จำนวน 1,000 รายต่อเดือน จึงเลือกทำแคมเปญที่ดึงดูดคนให้กรอกข้อมูลได้ง่ายที่สุด แม้คนเหล่านั้นอาจไม่มีงบประมาณหรือไม่มีความต้องการซื้อจริง

ฝ่ายขายจึงได้รับรายชื่อจำนวนมาก แต่ต้องเสียเวลาไปกับการติดต่อ Lead ที่ไม่มีคุณภาพ เมื่อปิดการขายไม่ได้ ฝ่ายขายก็ถูกมองว่าทำผลงานไม่ถึงเป้าหมาย ขณะที่ฝ่ายการตลาดสามารถรายงานได้ว่าตนเองทำ KPI ครบแล้ว

สถานการณ์นี้ทำให้ทั้งสองทีมประสบความสำเร็จคนละแบบ แต่บริษัทกลับไม่ได้รับรายได้เพิ่มขึ้นตามที่ควร

 

หลักการออกแบบ KPI ให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกัน

KPI ที่ดีควรเชื่อมโยงตั้งแต่กิจกรรมทางการตลาดไปจนถึงรายได้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  1. KPI เฉพาะฝ่าย เพื่อวัดประสิทธิภาพในงานที่แต่ละทีมรับผิดชอบ

  2. KPI ส่งต่องาน เพื่อวัดคุณภาพและความรวดเร็วระหว่าง Marketing กับ Sales

  3. KPI ร่วม เพื่อวัดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ทั้งสองฝ่ายต้องรับผิดชอบร่วมกัน

องค์กรไม่จำเป็นต้องยกเลิก KPI รายแผนกทั้งหมด แต่ควรลดการพึ่งพาตัวเลขเฉพาะฝ่าย และเพิ่มน้ำหนักให้กับผลลัพธ์ตลอด Customer Journey

 

1. Revenue หรือรายได้จากลูกค้าที่มาจากการตลาด

รายได้จากลูกค้าที่มาจากการตลาดเป็นหนึ่งใน KPI ร่วมที่สำคัญที่สุด เพราะทำให้ฝ่ายการตลาดไม่ได้หยุดความรับผิดชอบเมื่อส่ง Lead ให้ฝ่ายขาย และฝ่ายขายก็ต้องให้ข้อมูลกลับว่า Lead จากแต่ละแคมเปญสร้างรายได้จริงหรือไม่

สูตรเบื้องต้นคือ

รายได้จาก Marketing = มูลค่ายอดขายของลูกค้าที่มีจุดเริ่มต้นหรือได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมทางการตลาด

การวัดผลควรกำหนด Attribution Model ให้ชัดเจน เช่น

  • First Touch: ให้เครดิตกับช่องทางแรกที่ทำให้ลูกค้ารู้จักธุรกิจ

  • Last Touch: ให้เครดิตกับช่องทางสุดท้ายก่อนเกิด Conversion

  • Multi-Touch: แบ่งเครดิตให้กับหลายช่องทางตลอดเส้นทางการตัดสินใจ

KPI นี้จะช่วยเปลี่ยนบทสนทนาจาก “ฝ่ายไหนสร้างผลงานมากกว่า” เป็น “กิจกรรมใดช่วยสร้างรายได้ให้บริษัทได้มากที่สุด”

 

2. Marketing Qualified Lead หรือ MQL ที่มีคุณภาพ

จำนวน Lead เพียงอย่างเดียวไม่สามารถสะท้อนความสำเร็จของฝ่ายการตลาดได้ เพราะ Lead แต่ละรายมีโอกาสซื้อไม่เท่ากัน

องค์กรจึงควรกำหนดนิยามของ Marketing Qualified Lead หรือ MQL ร่วมกัน โดยพิจารณาจากข้อมูล เช่น

  • อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

  • มีตำแหน่งหรืออำนาจในการตัดสินใจ

  • มีขนาดธุรกิจตรงกับกลุ่มลูกค้าของบริษัท

  • แสดงความสนใจในสินค้าหรือบริการอย่างชัดเจน

  • ดาวน์โหลดเอกสาร ขอใบเสนอราคา หรือนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษา

  • มีงบประมาณและระยะเวลาตัดสินใจที่เหมาะสม

สิ่งสำคัญคือ ฝ่ายขายต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดเกณฑ์ MQL เพราะฝ่ายขายเป็นผู้พบลูกค้าจริงและเข้าใจว่า Lead ลักษณะใดมีโอกาสปิดการขายได้สูง

 

3. อัตราเปลี่ยนจาก MQL เป็น SQL

Sales Qualified Lead หรือ SQL คือ Lead ที่ฝ่ายขายตรวจสอบแล้วว่ามีโอกาสทางการขายจริง

สูตรคำนวณคือ

MQL-to-SQL Conversion Rate = จำนวน SQL ÷ จำนวน MQL × 100

ตัวชี้วัดนี้ช่วยตรวจสอบคุณภาพของ Lead และประสิทธิภาพของกระบวนการส่งต่อระหว่างสองฝ่าย

หากอัตรา MQL เป็น SQL ต่ำ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

  • เกณฑ์คัดกรอง MQL กว้างเกินไป

  • กลุ่มเป้าหมายของแคมเปญไม่ตรงกับลูกค้าที่บริษัทต้องการ

  • ข้อมูล Lead ไม่ครบถ้วน

  • ฝ่ายขายติดต่อล่าช้า

  • ข้อความการตลาดไม่ตรงกับบริการที่ฝ่ายขายนำเสนอ

  • Marketing และ Sales เข้าใจ Buyer Persona ไม่ตรงกัน

KPI นี้ควรเป็นความรับผิดชอบร่วม เพราะคุณภาพของการส่งต่อขึ้นอยู่กับทั้งการคัดกรองของฝ่ายการตลาดและการประเมินของฝ่ายขาย

 

4. Lead Acceptance Rate

Lead Acceptance Rate คือสัดส่วนของ Lead ที่ฝ่ายขายยอมรับว่าสามารถนำไปติดตามต่อได้

สูตรคำนวณคือ

Lead Acceptance Rate = จำนวน Lead ที่ฝ่ายขายรับดำเนินการ ÷ จำนวน Lead ที่ฝ่ายการตลาดส่งให้ × 100

หากฝ่ายขายปฏิเสธ Lead ควรเลือกเหตุผลจากรายการที่กำหนดไว้ เช่น

  • ข้อมูลติดต่อไม่ถูกต้อง

  • ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

  • ไม่มีงบประมาณ

  • ไม่มีอำนาจตัดสินใจ

  • ยังไม่มีความต้องการซื้อ

  • ติดต่อไม่ได้ตามจำนวนครั้งที่กำหนด

  • เป็นลูกค้าเดิมหรือข้อมูลซ้ำ

การบันทึกเหตุผลอย่างเป็นระบบจะช่วยให้ฝ่ายการตลาดปรับปรุงแคมเปญได้ แทนการได้รับเพียงความคิดเห็นกว้าง ๆ ว่า “Lead ไม่มีคุณภาพ”

 

5. Lead Response Time

Lead Response Time คือระยะเวลาตั้งแต่ Lead ส่งข้อมูลเข้ามาจนถึงเวลาที่ฝ่ายขายติดต่อกลับครั้งแรก

Lead ที่มีความสนใจสูงอาจลดระดับความสนใจลงอย่างรวดเร็วหากไม่มีผู้ติดต่อกลับ ดังนั้น ต่อให้ฝ่ายการตลาดสร้าง Lead ที่มีคุณภาพ หากฝ่ายขายติดต่อล่าช้า โอกาสปิดการขายก็อาจลดลง

องค์กรควรกำหนด SLA ที่ชัดเจน เช่น

  • Lead ที่ขอใบเสนอราคา: ติดต่อภายใน 15–30 นาที

  • Lead ที่ขอนัดหมาย: ติดต่อภายใน 1 ชั่วโมง

  • Lead ที่ดาวน์โหลดเอกสาร: ติดต่อหรือเข้าสู่ระบบ Lead Nurturing ภายใน 24 ชั่วโมง

  • Lead ทั่วไป: เริ่มติดตามภายใน 1 วันทำการ

KPI นี้เป็นหน้าที่หลักของฝ่ายขาย แต่ฝ่ายการตลาดต้องรับผิดชอบในการส่งข้อมูลและการแจ้งเตือนให้รวดเร็วและครบถ้วนด้วย

 

6. Sales Opportunity Conversion Rate

เมื่อ Lead ได้รับการยืนยันว่าเป็นโอกาสทางการขายแล้ว องค์กรควรวัดว่า Opportunity เหล่านั้นเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้มากน้อยเพียงใด

สูตรคำนวณคือ

Opportunity-to-Customer Rate = จำนวนลูกค้าใหม่ ÷ จำนวน Sales Opportunity × 100

ตัวเลขนี้ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันวิเคราะห์ว่าเหตุใดลูกค้าจึงตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ เช่น

  • กลุ่มเป้าหมายเหมาะสมหรือไม่

  • ข้อเสนอมีความน่าสนใจเพียงพอหรือไม่

  • ราคาแข่งขันได้หรือไม่

  • ฝ่ายขายนำเสนอคุณค่าได้ชัดเจนหรือไม่

  • ลูกค้ามีข้อกังวลเรื่องใด

  • คู่แข่งมีข้อเสนอที่ดีกว่าอย่างไร

ฝ่ายการตลาดสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับข้อความ โฆษณา Landing Page และ Content ขณะที่ฝ่ายขายสามารถปรับการนำเสนอและวิธีรับมือกับข้อโต้แย้งของลูกค้าได้

 

7. Pipeline Value จากกิจกรรมการตลาด

Pipeline Value คือมูลค่ารวมของโอกาสทางการขายที่อยู่ในขั้นตอนต่าง ๆ ของ Sales Pipeline และมีที่มาจากกิจกรรมทางการตลาด

ตัวอย่างเช่น ฝ่ายการตลาดสร้าง Lead ที่พัฒนาเป็น Opportunity จำนวน 20 ราย แต่ละรายมีมูลค่าเฉลี่ย 100,000 บาท เท่ากับว่าการตลาดมีส่วนสร้าง Pipeline มูลค่า 2,000,000 บาท

อย่างไรก็ตาม Pipeline Value ไม่ควรถูกนับเต็มจำนวนทันที เพราะแต่ละขั้นตอนมีโอกาสปิดการขายต่างกัน จึงควรคำนวณแบบถ่วงน้ำหนัก

Weighted Pipeline = มูลค่า Opportunity × ความน่าจะเป็นในการปิดการขาย

KPI นี้ช่วยให้ฝ่ายการตลาดมองเห็นผลลัพธ์มากกว่าจำนวน Lead และช่วยให้ฝ่ายขายประเมินรายได้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้แม่นยำขึ้น

 

8. Customer Acquisition Cost หรือ CAC

Customer Acquisition Cost คือต้นทุนรวมที่บริษัทใช้เพื่อให้ได้ลูกค้าใหม่หนึ่งราย โดยรวมทั้งต้นทุนของฝ่ายการตลาดและฝ่ายขาย

สูตรคำนวณคือ

CAC = ค่าใช้จ่ายด้าน Marketing และ Sales ÷ จำนวนลูกค้าใหม่

ค่าใช้จ่ายอาจรวมถึง

  • ค่าโฆษณา

  • ค่าผลิต Content

  • ค่าซอฟต์แวร์และ CRM

  • เงินเดือนของทีมที่เกี่ยวข้อง

  • ค่าคอมมิชชัน

  • ค่าเดินทางและการนำเสนอ

  • ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรม

  • ค่าใช้จ่ายจากเอเจนซีหรือผู้ให้บริการภายนอก

หากแยกวัดเฉพาะต้นทุนต่อ Lead ฝ่ายการตลาดอาจเลือกช่องทางที่สร้าง Lead ราคาถูกแต่ปิดการขายยาก แต่เมื่อใช้ CAC เป็น KPI ร่วม ทั้งสองฝ่ายจะสนใจว่าช่องทางใดสร้าง “ลูกค้า” ได้คุ้มค่าที่สุด

 

9. Customer Lifetime Value หรือ CLV

ลูกค้าที่สร้างยอดขายครั้งแรกสูงอาจไม่ใช่ลูกค้าที่มีมูลค่าระยะยาวมากที่สุด องค์กรจึงควรวัด Customer Lifetime Value หรือมูลค่าที่ลูกค้าสร้างตลอดระยะเวลาที่ใช้บริการกับบริษัท

การเปรียบเทียบ CLV กับ CAC ช่วยตอบได้ว่าการลงทุนเพื่อหาลูกค้าใหม่คุ้มค่าหรือไม่

CLV:CAC = มูลค่าตลอดอายุลูกค้า ÷ ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า

ตัวชี้วัดนี้ทำให้ Marketing และ Sales ไม่ได้มุ่งเพียงการปิดยอดระยะสั้น แต่ต้องช่วยกันค้นหาและดูแลลูกค้าที่เหมาะสมกับธุรกิจในระยะยาว

 

10. Sales Cycle Length

Sales Cycle Length คือระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่ Lead เข้าสู่ระบบจนถึงวันที่ปิดการขาย

หากวงจรการขายยาวเกินไป ทั้งสองฝ่ายควรร่วมกันตรวจสอบว่าเกิดปัญหาที่จุดใด เช่น

  • ฝ่ายการตลาดส่ง Lead ที่ยังไม่พร้อมซื้อ

  • Content ไม่ได้ตอบคำถามในแต่ละขั้นตอน

  • การติดตามของฝ่ายขายไม่ต่อเนื่อง

  • ขั้นตอนอนุมัติใบเสนอราคาซับซ้อน

  • ไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบหรือกรณีศึกษาที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจ

  • ข้อเสนอไม่ตรงกับปัญหาของลูกค้า

ฝ่ายการตลาดสามารถช่วยฝ่ายขายด้วย Case Study, Sales Deck, FAQ, Comparison Content และเครื่องมือคำนวณผลตอบแทน เพื่อช่วยลดเวลาการตัดสินใจของลูกค้า

 

11. Win Rate แยกตามแหล่งที่มาของ Lead

การวัดอัตราปิดการขายควรแยกตามช่องทางหรือแคมเปญ เช่น

  • Organic Search

  • Google Ads

  • Facebook หรือ Instagram Ads

  • LinkedIn

  • Webinar

  • Event

  • Referral

  • Email Marketing

  • พันธมิตรทางธุรกิจ

สูตรคำนวณคือ

Win Rate = จำนวนดีลที่ปิดได้ ÷ จำนวน Opportunity ทั้งหมด × 100

ข้อมูลนี้ช่วยให้ฝ่ายการตลาดเลือกลงทุนในช่องทางที่สร้างโอกาสทางธุรกิจจริง และช่วยให้ฝ่ายขายเข้าใจธรรมชาติของ Lead จากแต่ละช่องทางได้ดีขึ้น

 

12. Lost Reason Completion Rate

ทุกดีลที่สูญเสียควรมีการบันทึกเหตุผลอย่างเป็นระบบ เช่น

  • ราคาไม่เหมาะสม

  • ลูกค้าเลือกคู่แข่ง

  • ยังไม่มีงบประมาณ

  • โครงการถูกเลื่อน

  • ผู้ติดต่อไม่มีอำนาจตัดสินใจ

  • บริการไม่ครอบคลุมความต้องการ

  • ระยะเวลาส่งมอบไม่เหมาะสม

  • ฝ่ายขายติดตามไม่ต่อเนื่อง

KPI นี้ไม่ควรถูกใช้เพื่อลงโทษฝ่ายขาย แต่ควรใช้เพื่อสร้างฐานข้อมูลสำหรับการปรับปรุงกลยุทธ์

ฝ่ายการตลาดสามารถนำ Lost Reason ไปพัฒนาเนื้อหาและข้อเสนอ ส่วนฝ่ายขายสามารถปรับการคัดกรองและกระบวนการนำเสนอได้แม่นยำขึ้น

 

ตัวอย่างโครงสร้าง KPI ร่วมระหว่าง Marketing และ Sales

องค์กรอาจกำหนดน้ำหนัก KPI ดังนี้

กลุ่ม KPI ตัวอย่างตัวชี้วัด น้ำหนัก
ผลลัพธ์ทางธุรกิจร่วม รายได้จากลูกค้าใหม่และ Marketing-Sourced Revenue 30%
คุณภาพ Lead MQL-to-SQL และ Lead Acceptance Rate 20%
ประสิทธิภาพ Pipeline Pipeline Value และ Opportunity Conversion Rate 20%
ประสิทธิภาพต้นทุน CAC และ ROAS/ROI 15%
ความเร็วในการทำงาน Lead Response Time และ Sales Cycle Length 10%
คุณภาพข้อมูล การบันทึก Source, Status และ Lost Reason ใน CRM 5%

สัดส่วนจริงควรปรับให้เหมาะกับโมเดลธุรกิจ ระยะเวลาการขาย และมูลค่าของสินค้า หากเป็นธุรกิจ B2B ที่มีวงจรการขายหลายเดือน อาจให้น้ำหนักกับ Pipeline Value และ SQL มากกว่ารายได้ระยะสั้น

 

KPI ใดควรเป็นของฝ่ายการตลาด ฝ่ายขาย และ KPI ร่วม

ฝ่ายการตลาด ฝ่ายขาย KPI ร่วม
Website Traffic ที่มีคุณภาพ Lead Response Time รายได้จากลูกค้าที่มาจาก Marketing
Conversion Rate ของ Landing Page จำนวนการติดตามตามมาตรฐาน MQL-to-SQL Conversion Rate
Cost per MQL จำนวนการนัดหมาย Lead Acceptance Rate
Engagement ของกลุ่มเป้าหมาย Proposal-to-Close Rate Pipeline Value
คุณภาพและความครบถ้วนของข้อมูล Lead Sales Cycle Length Customer Acquisition Cost
ประสิทธิภาพของแต่ละแคมเปญ Win Rate Customer Lifetime Value
Marketing Automation Performance CRM Data Completion Revenue Growth

หัวใจสำคัญคือ KPI ร่วมต้องมีน้ำหนักมากพอ หากมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย แต่โบนัสและการประเมินผลงานส่วนใหญ่ยังขึ้นอยู่กับจำนวน Lead หรือยอดขายเฉพาะฝ่าย พฤติกรรมการแข่งขันก็จะยังคงเกิดขึ้น

 

ต้องมี SLA ควบคู่กับ KPI

KPI บอกว่าองค์กรต้องการผลลัพธ์อะไร ส่วน SLA ระบุว่าแต่ละฝ่ายต้องทำอะไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์นั้น

ตัวอย่างข้อตกลงระหว่าง Marketing และ Sales ได้แก่

ฝ่ายการตลาดตกลงว่าจะ

  • ส่งเฉพาะ Lead ที่ผ่านเกณฑ์ MQL

  • บันทึกแหล่งที่มาและพฤติกรรมของ Lead ให้ครบถ้วน

  • ส่ง Lead เข้า CRM แบบอัตโนมัติ

  • สนับสนุน Content สำหรับแต่ละขั้นตอนการขาย

  • วิเคราะห์และปรับปรุงคุณภาพ Lead ทุกเดือน

ฝ่ายขายตกลงว่าจะ

  • ติดต่อ Lead ภายในระยะเวลาที่กำหนด

  • ติดตาม Lead ตามจำนวนครั้งและช่องทางที่ตกลงกัน

  • อัปเดตสถานะใน CRM อย่างสม่ำเสมอ

  • ระบุเหตุผลเมื่อปฏิเสธหรือปิด Lost

  • ส่งข้อมูลคุณภาพ Lead กลับให้ฝ่ายการตลาด

เมื่อ KPI และ SLA ทำงานร่วมกัน องค์กรจะสามารถแยกได้ว่าปัญหาเกิดจากคุณภาพ Lead กระบวนการส่งต่อ ความเร็วในการติดตาม หรือประสิทธิภาพการขาย

 

วิธีประชุม KPI โดยไม่กลายเป็นการกล่าวโทษกัน

การประชุมระหว่าง Marketing และ Sales ควรใช้ข้อมูลจาก Dashboard หรือ CRM ชุดเดียวกัน และเรียงลำดับการวิเคราะห์ตาม Funnel เช่น

  1. เดือนนี้สร้าง Lead ได้กี่ราย

  2. มี Lead ที่ผ่านเกณฑ์ MQL กี่ราย

  3. ฝ่ายขายยอมรับกี่รายและปฏิเสธด้วยเหตุผลใด

  4. MQL พัฒนาเป็น SQL และ Opportunity ได้กี่ราย

  5. แต่ละช่องทางมี Win Rate เท่าใด

  6. Pipeline มีมูลค่าเท่าใด

  7. ปิดยอดขายได้เท่าใด

  8. จุดใดใน Funnel ที่สูญเสียลูกค้ามากที่สุด

  9. เดือนถัดไปทั้งสองฝ่ายต้องปรับปรุงอะไร

การประชุมควรจบด้วย Action Plan ที่มีผู้รับผิดชอบและกำหนดเวลา ไม่ใช่จบเพียงการรายงานตัวเลขหรือหาฝ่ายที่ต้องรับผิด

 

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

ให้ความสำคัญกับจำนวน Lead มากกว่าคุณภาพ

Lead จำนวนมากอาจทำให้รายงานดูดี แต่สร้างภาระให้ฝ่ายขายและเพิ่มต้นทุนการติดตาม

เปลี่ยนเกณฑ์ MQL โดยไม่หารือกับฝ่ายขาย

หาก Marketing กำหนดนิยามเองทั้งหมด อาจได้ Lead ที่ตรงกับระบบคะแนน แต่ไม่ตรงกับความเป็นจริงของการขาย

ให้ฝ่ายขายปฏิเสธ Lead โดยไม่ระบุเหตุผล

คำว่า “Lead ไม่ดี” ไม่เพียงพอสำหรับการปรับปรุง ต้องมีข้อมูลที่สามารถจัดหมวดหมู่และวิเคราะห์ได้

ใช้ KPI เพื่อหาคนผิด

KPI ควรใช้ค้นหาจุดที่ระบบต้องได้รับการแก้ไข ไม่ใช่สร้างบรรยากาศที่ทำให้พนักงานปกปิดข้อมูล

ใช้ข้อมูลจากคนละระบบ

หากฝ่ายการตลาดดูข้อมูลจากแพลตฟอร์มโฆษณา แต่ฝ่ายขายดูเฉพาะยอดขายโดยไม่มีข้อมูล Source ทั้งสองฝ่ายจะตีความผลลัพธ์ไม่ตรงกัน

 

สรุป

KPI ที่ทำให้ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายร่วมมือกันต้องไม่จบอยู่ที่จำนวน Lead หรือยอดขายของแต่ละฝ่าย แต่ต้องเชื่อมโยงตลอดกระบวนการ ตั้งแต่คุณภาพ Lead ความเร็วในการติดตาม การพัฒนาเป็น Opportunity มูลค่า Pipeline ต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า ไปจนถึงรายได้จริง

ตัวชี้วัดร่วมที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่

  • Marketing-Sourced Revenue

  • MQL-to-SQL Conversion Rate

  • Lead Acceptance Rate

  • Lead Response Time

  • Pipeline Value

  • Opportunity-to-Customer Rate

  • Customer Acquisition Cost

  • Customer Lifetime Value

  • Sales Cycle Length

  • Win Rate แยกตามช่องทาง

เมื่อ Marketing และ Sales ได้รับการประเมินจากผลลัพธ์เดียวกัน ทั้งสองฝ่ายจะไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันเพื่อพิสูจน์ว่าใครทำงานได้ดีกว่า แต่จะเริ่มร่วมกันตอบคำถามที่สำคัญกว่า นั่นคือ “เราจะช่วยกันเปลี่ยนความสนใจของลูกค้าให้กลายเป็นรายได้ที่ยั่งยืนได้อย่างไร”

Tags:

CACCustomer Acquisition CostKPI Marketing และ SalesKPI ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายKPI ร่วม Marketing SalesLead Conversion RateLead QualityLead Response TimeMarketing Qualified LeadMarketing-Sourced RevenueMQLRevenue KPISales and Marketing AlignmentSales PipelineSQLการทำงานร่วมกันระหว่างแผนกตัวชี้วัดฝ่ายการตลาดตัวชี้วัดฝ่ายขายลดความขัดแย้งระหว่าง Marketing และ Salesวัดผลการตลาดและยอดขาย
Author

Dewii

Follow Me
Other Articles
Previous

SLA ระหว่าง Marketing และ Sales คืออะไร และช่วยลดความขัดแย้งได้อย่างไร

Next

Sales & Marketing Alignment: เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นความร่วมมือ

No Comment! Be the first one.

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เกี่ยวกับเว็บนี้

เราเป็น Digital Agency ที่ช่วยธุรกิจ SME และองค์กรขนาดใหญ่ วางแผน ออกแบบ และควบคุมงบประมาณการตลาดดิจิทัลให้คุ้มค่าที่สุด

เราไม่ได้มุ่งแค่เพิ่มยอดขาย แต่ช่วยให้ธุรกิจ ใช้เงินการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเติบโตอย่างเป็นระบบ

ค้นหา

ค้นหาเรา

ที่อยู่
บริษัท สเต็ป-อัพ มาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี จำกัด
25 อาคารอัลม่า ลิงค์ชั้น 17 ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี
เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

ชั่วโมงทำการ
วันจันทร์—ศุกร์: 8:00–17:00 น.

เกี่ยวกับเว็บนี้

  • เราเป็น Digital Agency ที่ช่วยธุรกิจ SME และองค์กรขนาดใหญ่ วางแผน ออกแบบ และควบคุมงบประมาณการตลาดดิจิทัลให้คุ้มค่าที่สุด
  • เราไม่ได้มุ่งแค่เพิ่มยอดขาย แต่ช่วยให้ธุรกิจ ใช้เงินการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเติบโตอย่างเป็นระบบ

บริษัท สเต็ป-อัพ มาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี จำกัด 25 อาคารอัลม่า ลิงค์ชั้น 17 ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

StepUp Marketing Technology
จัดการการอนุญาตใช้งาน Cookies

เว็บไซต์ stepupmartech.com มีการใช้งานเทคโนโลยีคุกกี้ หรือ เทคโนโลยีอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันกับคุกกี้ บนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษา นโยบายการใช้คุกกี้ และ นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ก่อนใช้บริการเว็บไซต์ ได้ที่ลิงค์ด้านล่าง

คุกกี้ที่จำเป็น Always active
คุกกี้ที่จำเป็นต่อการใช้งานเว็บไซต์ หากขาดคุกกี้ประเภทนี้ เว็บไซต์จะไม่สามารถใช้งานได้อย่างปกติ
Preferences
The technical storage or access is necessary for the legitimate purpose of storing preferences that are not requested by the subscriber or user.
คุกกี้เก็บสถิติ
The technical storage or access that is used exclusively for statistical purposes. คุกกี้ที่ใช้เก็บสถิติการเข้าใช้บริการเว็บไซต์
คุกกี้ทางการตลาดออนไลน์
คุกกี้ที่ใช้ในการตลาดออนไลน์ ใช้เพื่อนำเสนอข้อมูลทางการตลาดให้เหมาะสมเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น
  • Manage options
  • Manage services
  • Manage {vendor_count} vendors
  • Read more about these purposes
ดูรายละเอียด
  • {title}
  • {title}
  • {title}