Skip to content
Skip to content
StepUp Marketing Technology

ความสำเร็จของท่าน คือ ความสำเร็จของเรา

StepUp Marketing Technology

ความสำเร็จของท่าน คือ ความสำเร็จของเรา

  • หน้าแรก
  • บริการ
    • 👥 Social media specialist
    • 📊SEM Specialist
    • 🚦SEO Specialist
    • 🏷️Analytics & Tracking
    • 🏠Website Designer Ui
    • 👩‍🎨Graphic Designer
    • 🖊️Content Writer
    • 🎥Video Editor
    • 💞Account Executive (AE)
    • 🎬KOLs Manager
  • ประเภทธุรกิจ
  • เกี่ยวกับเรา
  • ร่วมงานกับเรา
    • 1.Social Marketing
    • 2.SEM Marketing and research Specialist
    • 3.SEO Specialist
    • 4.Programer Frontend Developer
    • 5.Website Designer Ui
    • 6.Graphic Designer and Ui Designer
    • 7.Video Editor
    • 8.Content Writer & Content Creator
    • 9. Account Executive
    • 10. Sales Executive
    • 11.HR Manager
    • 12. Accounting Manager
    • 13.Digital Marketing Manager
    • 14.KOLs Manager
  • Contact Us
    • Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล)
    • Cookies Policy (นโยบายการใช้คุกกี้)
  • BLOG

เกี่ยวกับเว็บนี้

เราเป็น Digital Agency ที่ช่วยธุรกิจ SME และองค์กรขนาดใหญ่ วางแผน ออกแบบ และควบคุมงบประมาณการตลาดดิจิทัลให้คุ้มค่าที่สุด

เราไม่ได้มุ่งแค่เพิ่มยอดขาย แต่ช่วยให้ธุรกิจ ใช้เงินการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเติบโตอย่างเป็นระบบ

ค้นหาเรา

ที่อยู่
บริษัท สเต็ป-อัพ มาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี จำกัด
25 อาคารอัลม่า ลิงค์ชั้น 17 ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี
เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

ชั่วโมง
วันจันทร์—ศุกร์: 8:00–17:00 น.

  • หน้าแรก
  • บริการ
    • 👥 Social media specialist
    • 📊SEM Specialist
    • 🚦SEO Specialist
    • 🏷️Analytics & Tracking
    • 🏠Website Designer Ui
    • 👩‍🎨Graphic Designer
    • 🖊️Content Writer
    • 🎥Video Editor
    • 💞Account Executive (AE)
    • 🎬KOLs Manager
  • ประเภทธุรกิจ
  • เกี่ยวกับเรา
  • ร่วมงานกับเรา
    • 1.Social Marketing
    • 2.SEM Marketing and research Specialist
    • 3.SEO Specialist
    • 4.Programer Frontend Developer
    • 5.Website Designer Ui
    • 6.Graphic Designer and Ui Designer
    • 7.Video Editor
    • 8.Content Writer & Content Creator
    • 9. Account Executive
    • 10. Sales Executive
    • 11.HR Manager
    • 12. Accounting Manager
    • 13.Digital Marketing Manager
    • 14.KOLs Manager
  • Contact Us
    • Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล)
    • Cookies Policy (นโยบายการใช้คุกกี้)
  • BLOG
Download CV
Close

Search

StepUp Marketing Technology

ความสำเร็จของท่าน คือ ความสำเร็จของเรา

StepUp Marketing Technology

ความสำเร็จของท่าน คือ ความสำเร็จของเรา

  • หน้าแรก
  • บริการ
    • 👥 Social media specialist
    • 📊SEM Specialist
    • 🚦SEO Specialist
    • 🏷️Analytics & Tracking
    • 🏠Website Designer Ui
    • 👩‍🎨Graphic Designer
    • 🖊️Content Writer
    • 🎥Video Editor
    • 💞Account Executive (AE)
    • 🎬KOLs Manager
  • ประเภทธุรกิจ
  • เกี่ยวกับเรา
  • ร่วมงานกับเรา
    • 1.Social Marketing
    • 2.SEM Marketing and research Specialist
    • 3.SEO Specialist
    • 4.Programer Frontend Developer
    • 5.Website Designer Ui
    • 6.Graphic Designer and Ui Designer
    • 7.Video Editor
    • 8.Content Writer & Content Creator
    • 9. Account Executive
    • 10. Sales Executive
    • 11.HR Manager
    • 12. Accounting Manager
    • 13.Digital Marketing Manager
    • 14.KOLs Manager
  • Contact Us
    • Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล)
    • Cookies Policy (นโยบายการใช้คุกกี้)
  • BLOG
  • หน้าแรก
  • บริการ
    • 👥 Social media specialist
    • 📊SEM Specialist
    • 🚦SEO Specialist
    • 🏷️Analytics & Tracking
    • 🏠Website Designer Ui
    • 👩‍🎨Graphic Designer
    • 🖊️Content Writer
    • 🎥Video Editor
    • 💞Account Executive (AE)
    • 🎬KOLs Manager
  • ประเภทธุรกิจ
  • เกี่ยวกับเรา
  • ร่วมงานกับเรา
    • 1.Social Marketing
    • 2.SEM Marketing and research Specialist
    • 3.SEO Specialist
    • 4.Programer Frontend Developer
    • 5.Website Designer Ui
    • 6.Graphic Designer and Ui Designer
    • 7.Video Editor
    • 8.Content Writer & Content Creator
    • 9. Account Executive
    • 10. Sales Executive
    • 11.HR Manager
    • 12. Accounting Manager
    • 13.Digital Marketing Manager
    • 14.KOLs Manager
  • Contact Us
    • Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล)
    • Cookies Policy (นโยบายการใช้คุกกี้)
  • BLOG
BLOGMain

SLA ระหว่าง Marketing และ Sales คืออะไร และช่วยลดความขัดแย้งได้อย่างไร

By Dewii
กันยายน 3, 2026 3 Min Read
0

หลายองค์กรลงทุนด้านการตลาดเพื่อสร้าง Lead จำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยน Lead เหล่านั้นให้กลายเป็นยอดขายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ปัญหาที่พบเป็นประจำคือ Marketing มองว่า Sales ติดต่อ Lead ช้า หรือไม่ได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Sales มองว่า Lead ที่ได้รับไม่มีคุณภาพและยังไม่พร้อมซื้อ ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำงานไม่ดีเสมอไป แต่อาจเกิดจากการไม่มีข้อตกลงร่วมกันว่า ใครต้องรับผิดชอบอะไร ต้องทำเมื่อใด และใช้เกณฑ์ใดวัดผล

SLA ระหว่าง Marketing และ Sales จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายทำงานต่อกันได้อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และมีเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างรายได้ให้องค์กร

 

SLA ระหว่าง Marketing และ Sales คืออะไร

SLA ย่อมาจาก Service Level Agreement หมายถึงข้อตกลงเกี่ยวกับระดับการให้บริการและความรับผิดชอบระหว่างผู้ส่งมอบงานกับผู้รับช่วงงาน

ในบริบทของ Marketing และ Sales นั้น SLA คือข้อตกลงร่วมกันที่กำหนดว่า

  • Marketing ต้องสร้างและส่งมอบ Lead แบบใด

  • Lead ต้องมีข้อมูลครบถ้วนเพียงใด

  • เกณฑ์ใดถือว่าเป็น Lead ที่พร้อมส่งให้ฝ่ายขาย

  • Sales ต้องติดต่อ Lead ภายในระยะเวลาเท่าใด

  • Sales ต้องติดตาม Lead กี่ครั้งและผ่านช่องทางใด

  • ข้อมูลและสถานะใดต้องบันทึกกลับเข้าสู่ระบบ CRM

  • ทั้งสองฝ่ายใช้ตัวชี้วัดใดร่วมกัน

  • หาก Lead ยังไม่พร้อมซื้อ จะส่งกลับไปดูแลต่ออย่างไร

SLA จึงไม่ใช่เพียงเอกสารกำหนดเวลาการทำงาน แต่เป็นกติกากลางที่เชื่อมกระบวนการตั้งแต่การสร้างความสนใจไปจนถึงการปิดการขาย

 

ทำไม Marketing และ Sales จึงเกิดความขัดแย้งกัน

1. นิยามคำว่า Lead คุณภาพไม่ตรงกัน

Marketing อาจถือว่าผู้ที่กรอกแบบฟอร์ม ดาวน์โหลดเอกสาร หรือส่งข้อความเข้ามาคือ Lead แล้ว แต่ Sales อาจต้องการเฉพาะผู้ที่มีงบประมาณ มีอำนาจตัดสินใจ และพร้อมซื้อในระยะใกล้

เมื่อไม่มีนิยามร่วมกัน Marketing จึงอาจส่ง Lead ที่ Sales มองว่ายังไม่พร้อม ขณะที่ Sales อาจละเลยผู้สนใจที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา

2. Marketing เน้นจำนวน แต่ Sales เน้นโอกาสปิดการขาย

หาก KPI ของ Marketing วัดจากจำนวน Lead หรือ Cost per Lead เพียงอย่างเดียว ทีมอาจพยายามสร้าง Lead ให้ได้มากที่สุด แม้บางส่วนจะไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

ส่วน Sales มักถูกวัดจากยอดขาย รายได้ หรืออัตราการปิดการขาย ทำให้ทั้งสองฝ่ายมองความสำเร็จคนละมุม

3. Sales ติดต่อ Lead ช้าเกินไป

Lead ที่กำลังสนใจสินค้าอาจติดต่อหลายบริษัทพร้อมกัน หากฝ่ายขายใช้เวลาหลายวันกว่าจะโทรกลับ ความสนใจอาจลดลง หรือลูกค้าอาจตัดสินใจเลือกคู่แข่งไปแล้ว

หากไม่มี SLA กำหนดเวลาตอบกลับ Marketing ก็ไม่สามารถทราบได้ว่า Lead ไม่ดีจริง หรือสูญเสียไปเพราะได้รับการติดต่อล่าช้า

4. ไม่มีการบันทึกเหตุผลที่ขายไม่ได้

เมื่อ Sales ไม่อัปเดตสถานะใน CRM Marketing จะไม่ทราบว่า Lead ถูกติดต่อแล้วหรือยัง ไม่สนใจเพราะอะไร หรือมีปัญหาเรื่องราคา บริการ และกลุ่มเป้าหมายหรือไม่

ผลคือ Marketing ต้องวางแผนแคมเปญครั้งต่อไปโดยไม่มีข้อมูลจากกระบวนการขาย

5. ใช้รายงานและตัวเลขคนละชุด

Marketing อาจรายงานจำนวน Conversion จากแพลตฟอร์มโฆษณา ขณะที่ Sales ใช้จำนวนลูกค้าที่อยู่ใน CRM หากระบบไม่ได้เชื่อมโยงกัน ตัวเลขจะไม่ตรงและเกิดข้อโต้แย้งว่าใครวัดผลถูกต้อง

 

SLA ช่วยลดความขัดแย้งได้อย่างไร

1. สร้างนิยาม Lead ที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน

SLA ทำให้ Marketing และ Sales ต้องร่วมกันกำหนดว่า Lead แต่ละระดับหมายถึงอะไร เช่น

  • Lead: ผู้ที่แสดงความสนใจและให้ข้อมูลติดต่อ

  • MQL: Lead ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและมีพฤติกรรมแสดงความสนใจตามเกณฑ์

  • SQL: Lead ที่ผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นและมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการขาย

  • Opportunity: ลูกค้าที่มีความต้องการชัดเจนและอยู่ระหว่างการเสนอขาย

  • Customer: ลูกค้าที่ตกลงซื้อหรือเซ็นสัญญาแล้ว

เมื่อทุกฝ่ายใช้ภาษาเดียวกัน การส่งต่องานจะชัดเจนขึ้น และลดปัญหาการตีความ Lead คุณภาพแตกต่างกัน

2. กำหนดเวลาตอบกลับอย่างชัดเจน

SLA ควรกำหนด Lead Response Time ตามระดับความเร่งด่วน ตัวอย่างเช่น

ประเภท Lead ระยะเวลาติดต่อครั้งแรก
ขอใบเสนอราคา ภายใน 15–30 นาทีในเวลาทำการ
ขอนัดหมายหรือขอรับคำปรึกษา ภายใน 1 ชั่วโมง
สมัครทดลองใช้หรือขอ Demo ภายใน 2 ชั่วโมง
ดาวน์โหลดเอกสาร ภายใน 1 วันทำการ
Lead จากกิจกรรมหรือฐานข้อมูล ภายใน 1–2 วันทำการ

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่าง องค์กรควรกำหนดให้เหมาะกับลักษณะธุรกิจ จำนวนพนักงาน และความซับซ้อนของการขาย

3. กำหนดจำนวนครั้งและวิธีติดตาม Lead

การโทรเพียงครั้งเดียวแล้วระบุว่า “ติดต่อไม่ได้” อาจยังไม่เพียงพอ SLA จึงควรกำหนดแนวทางติดตาม เช่น

  • ติดต่อครั้งแรกผ่านโทรศัพท์

  • ส่งอีเมลหรือข้อความแนะนำตัวหลังการติดต่อ

  • ติดตามอีกครั้งภายใน 1–2 วัน

  • ใช้หลายช่องทางอย่างเหมาะสม เช่น โทรศัพท์ อีเมล LINE หรือช่องทางที่ลูกค้าอนุญาต

  • ปิดสถานะหรือส่งกลับ Marketing เมื่อครบจำนวนครั้งตามที่กำหนด

สิ่งสำคัญคือไม่ควรติดต่อถี่จนรบกวนลูกค้า และต้องดำเนินการตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

4. ทำให้ Marketing รับผิดชอบคุณภาพ ไม่ใช่เพียงจำนวน

SLA ควรกำหนดข้อมูลขั้นต่ำที่ Marketing ต้องส่งให้ Sales เช่น

  • ชื่อและข้อมูลติดต่อ

  • บริษัทและประเภทธุรกิจ

  • สินค้าหรือบริการที่สนใจ

  • แหล่งที่มาของ Lead

  • แคมเปญหรือเนื้อหาที่ Lead สนใจ

  • งบประมาณโดยประมาณ หากมี

  • ระยะเวลาที่คาดว่าจะตัดสินใจ

  • คะแนน Lead หรือเหตุผลที่ถูกจัดเป็น MQL

Marketing จึงต้องพิจารณาคุณภาพและความพร้อมของ Lead มากขึ้น ไม่ใช่สร้างรายชื่อให้ครบตามเป้าหมายเท่านั้น

5. ทำให้ Sales ส่งข้อมูลย้อนกลับอย่างเป็นระบบ

Sales ควรอัปเดตสถานะของ Lead ทุกครั้งใน CRM เช่น

  • ติดต่อแล้ว

  • ติดต่อไม่ได้

  • นัดหมายสำเร็จ

  • อยู่ระหว่างพิจารณา

  • ส่งใบเสนอราคาแล้ว

  • ยังไม่มีงบประมาณ

  • ยังไม่พร้อมตัดสินใจ

  • ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

  • เลือกคู่แข่ง

  • ปิดการขายสำเร็จ

  • ปิดการขายไม่สำเร็จ

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ Marketing ปรับการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย โฆษณา เนื้อหา ข้อเสนอ และ Landing Page ได้แม่นยำขึ้น

6. เปลี่ยนจากการกล่าวโทษเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล

เมื่อทุกขั้นตอนมีข้อมูลและเวลาบันทึกไว้อย่างชัดเจน องค์กรสามารถตรวจสอบได้ว่า

  • Marketing ส่ง Lead ตรงตามเกณฑ์กี่เปอร์เซ็นต์

  • Sales ติดต่อภายใน SLA กี่เปอร์เซ็นต์

  • Lead จากช่องทางใดมีอัตรานัดหมายสูง

  • Lead ประเภทใดเข้าสู่ขั้นเสนอราคา

  • จุดใดใน Sales Pipeline ที่ลูกค้าหายไปมากที่สุด

  • สาเหตุหลักของการปิดการขายไม่สำเร็จคืออะไร

การประชุมจึงเปลี่ยนจาก “Lead ไม่มีคุณภาพ” หรือ “ฝ่ายขายติดตามไม่ดี” ไปสู่การพูดคุยด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้

 

ตัวอย่าง SLA ระหว่าง Marketing และ Sales

ความรับผิดชอบของ Marketing

Marketing ตกลงว่าจะ

  1. สร้าง Lead ตามกลุ่มเป้าหมายหรือ Ideal Customer Profile ที่กำหนดร่วมกัน

  2. ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานก่อนส่งให้ Sales

  3. ส่งเฉพาะ Lead ที่ผ่านเกณฑ์ MQL หรือ SQL ตามที่ตกลง

  4. บันทึกแหล่งที่มา แคมเปญ และพฤติกรรมสำคัญของ Lead

  5. ส่ง Lead เข้าระบบ CRM โดยไม่ล่าช้า

  6. ดูแล Lead ที่ยังไม่พร้อมซื้อผ่าน Lead Nurturing

  7. วิเคราะห์ผลตอบรับจาก Sales และปรับแคมเปญอย่างต่อเนื่อง

ความรับผิดชอบของ Sales

Sales ตกลงว่าจะ

  1. รับ Lead และตรวจสอบข้อมูลผ่าน CRM

  2. ติดต่อ Lead ภายในเวลาที่ SLA กำหนด

  3. ติดตามตามจำนวนครั้งและช่องทางที่ตกลง

  4. บันทึกกิจกรรมและสถานะหลังการติดต่อทุกครั้ง

  5. ระบุเหตุผลเมื่อ Lead ไม่ผ่านเกณฑ์หรือปิดการขายไม่ได้

  6. ส่ง Lead ที่ยังไม่พร้อมซื้อกลับให้ Marketing ดูแลต่อ

  7. แจ้งข้อมูลคำถาม ข้อกังวล และความต้องการของตลาดให้ Marketing ทราบ

 

ตัวชี้วัดที่ควรใช้ร่วมกัน

นอกจาก KPI ของแต่ละฝ่ายแล้ว ควรมีตัวชี้วัดร่วมที่สะท้อนผลลัพธ์ตลอด Funnel เช่น

ตัวชี้วัด สิ่งที่ต้องการวัด
MQL to SQL Rate คุณภาพของ Lead และประสิทธิภาพการคัดกรอง
Lead Acceptance Rate สัดส่วน Lead ที่ Sales ยอมรับ
Lead Response Time ความรวดเร็วในการติดต่อลูกค้า
Contact Rate ความสามารถในการติดต่อ Lead
Appointment Rate สัดส่วน Lead ที่นัดหมายได้
Opportunity Conversion Rate สัดส่วน Lead ที่พัฒนาเป็นโอกาสขาย
Win Rate ประสิทธิภาพในการปิดการขาย
Sales Cycle ระยะเวลาตั้งแต่รับ Lead จนปิดการขาย
Customer Acquisition Cost ต้นทุนรวมในการได้ลูกค้าใหม่
Pipeline Revenue มูลค่าโอกาสขายใน Pipeline
Revenue by Source รายได้ที่เกิดจากแต่ละช่องทางการตลาด

การใช้ Revenue เป็นเป้าหมายร่วมช่วยให้ Marketing ไม่หยุดความรับผิดชอบเพียงแค่ส่ง Lead และ Sales ไม่มองข้ามบทบาทของแคมเปญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ

 

ขั้นตอนการจัดทำ SLA ให้ใช้งานได้จริง

ขั้นที่ 1 วิเคราะห์ Customer Journey และ Sales Pipeline

เริ่มจากดูเส้นทางตั้งแต่ลูกค้ารู้จักแบรนด์ สนใจ ติดต่อ นัดหมาย รับข้อเสนอ ตัดสินใจซื้อ และกลับมาซื้อซ้ำ เพื่อระบุจุดส่งต่องานระหว่างสองฝ่าย

ขั้นที่ 2 กำหนด Ideal Customer Profile

ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงว่าลูกค้าที่เหมาะสมคือใคร เช่น อุตสาหกรรม ขนาดบริษัท พื้นที่ งบประมาณ ปัญหาที่ต้องการแก้ ผู้มีอำนาจตัดสินใจ และระยะเวลาซื้อ

ขั้นที่ 3 กำหนดคุณสมบัติของ MQL และ SQL

กำหนดเกณฑ์ทั้งด้านคุณสมบัติของลูกค้าและพฤติกรรม เช่น เข้าเว็บไซต์หลายครั้ง ดาวน์โหลดเอกสาร ขอ Demo ระบุงบประมาณ หรือมีโครงการภายในระยะเวลาที่กำหนด

ขั้นที่ 4 กำหนดจุดส่งต่อและผู้รับผิดชอบ

ระบุให้ชัดว่า Lead จะถูกส่งเมื่อใด ใครเป็นผู้ตรวจสอบ ใครเป็นเจ้าของ Lead และจะดำเนินการอย่างไรหาก Sales ปฏิเสธ Lead

ขั้นที่ 5 กำหนดเวลาและมาตรฐานการติดตาม

กำหนดเวลาตอบกลับ จำนวนครั้ง ช่องทางติดต่อ และข้อมูลที่ต้องบันทึก โดยพิจารณาจากความเร่งด่วนของ Lead แต่ละประเภท

ขั้นที่ 6 เชื่อมข้อมูลเข้ากับ CRM

ทุกฝ่ายควรใช้ระบบกลางชุดเดียวกัน เพื่อลดการใช้ไฟล์แยก ลดข้อมูลตกหล่น และทำให้สามารถตรวจสอบประวัติ Lead ได้ตั้งแต่แหล่งที่มาจนถึงรายได้

ขั้นที่ 7 ทดลองใช้และปรับปรุง

อาจเริ่มทดลอง SLA เป็นเวลา 30–90 วัน แล้ววิเคราะห์ว่าเกณฑ์ใดเข้มงวดเกินไป ระยะเวลาตอบกลับทำได้จริงหรือไม่ และมีขั้นตอนใดสร้างภาระโดยไม่เพิ่มผลลัพธ์

 

วิธีบริหาร SLA ให้ไม่กลายเป็นเอกสารที่ไม่มีใครใช้

SLA จะมีประโยชน์เมื่อถูกนำไปใช้ในงานประจำ ไม่ใช่จัดทำแล้วเก็บไว้ในเอกสาร องค์กรจึงควรมีแนวทางดังนี้

  • สร้าง Dashboard ที่ทั้งสองฝ่ายเข้าถึงได้

  • ประชุมติดตาม Pipeline เป็นรายสัปดาห์

  • ตรวจสอบคุณภาพ Lead และผลการติดต่อตามตัวอย่างจริง

  • ใช้ข้อมูลจาก CRM เป็นแหล่งข้อมูลหลัก

  • กำหนดผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน

  • ทบทวน SLA ทุกไตรมาสหรือเมื่อกลยุทธ์เปลี่ยน

  • หลีกเลี่ยงการใช้ SLA เพื่อจับผิดหรือลงโทษ

  • ใช้ SLA เพื่อค้นหาจุดติดขัดและปรับปรุงระบบร่วมกัน

 

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

ตั้ง SLA โดยฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว

ผู้ปฏิบัติงานจาก Marketing และ Sales ควรมีส่วนร่วม เพราะเป็นผู้เข้าใจข้อจำกัดและสถานการณ์จริง หากกำหนดเป้าหมายที่ทำไม่ได้ SLA จะถูกหลีกเลี่ยงอย่างรวดเร็ว

กำหนดเฉพาะหน้าที่ของ Sales

SLA ที่ดีต้องมีความรับผิดชอบสองทาง Marketing ต้องรับผิดชอบคุณภาพและข้อมูลของ Lead ขณะที่ Sales ต้องรับผิดชอบความเร็ว การติดตาม และข้อมูลย้อนกลับ

วัดจำนวน Lead โดยไม่เชื่อมกับรายได้

Lead จำนวนมากอาจไม่มีความหมาย หากไม่สามารถสร้างการนัดหมาย โอกาสขาย และรายได้ องค์กรจึงควรวิเคราะห์ผลลัพธ์ตลอด Funnel

บังคับใช้ SLA เดียวกับ Lead ทุกประเภท

ผู้ที่ขอใบเสนอราคามีความพร้อมแตกต่างจากผู้ดาวน์โหลดบทความ การกำหนดเวลาติดต่อและรูปแบบติดตามควรสอดคล้องกับ Intent ของแต่ละกลุ่ม

ไม่มีระบบรองรับ

หากยังส่ง Lead ผ่านแชตส่วนตัวหรือไฟล์หลายชุด การควบคุม SLA จะทำได้ยาก ควรมี CRM ระบบแจ้งเตือน และ Dashboard ที่ติดตามสถานะได้

 

สรุป

SLA ระหว่าง Marketing และ Sales คือข้อตกลงร่วมที่กำหนดนิยาม Lead คุณภาพ จุดส่งต่องาน ระยะเวลาตอบกลับ วิธีติดตาม การบันทึกข้อมูล และตัวชี้วัดที่ทั้งสองฝ่ายต้องรับผิดชอบ

SLA ช่วยลดความขัดแย้งด้วยการเปลี่ยนความคาดหวังที่คลุมเครือให้กลายเป็นมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ Marketing เข้าใจว่าต้องส่ง Lead แบบใด ส่วน Sales เข้าใจว่าต้องตอบสนองและส่งข้อมูลกลับอย่างไร

เมื่อมี CRM ข้อมูลที่โปร่งใส การประชุม Pipeline อย่างสม่ำเสมอ และ KPI ที่เชื่อมโยงกับรายได้ Marketing และ Sales จะไม่ใช่สองฝ่ายที่ส่งงานและกล่าวโทษกัน แต่จะกลายเป็น Revenue Team ที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่การสร้างความสนใจจนถึงการสร้างรายได้และการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร

Tags:

CRMKPI ฝ่ายขายและการตลาดLead ManagementLead QualityLead Response TimeMQLRevenue TeamSales & Marketing AlignmentSales and Marketing SLASales PipelineSLA Marketing และ SalesSLA ระหว่าง Marketing และ SalesSQLการทำงานร่วมกันระหว่าง Marketing และ Salesการบริหารทีมขายและการตลาดการส่งต่อ Leadข้อตกลงระหว่างฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดระบบติดตาม Leadลดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายขายและการตลาดเพิ่มประสิทธิภาพการขาย
Author

Dewii

Follow Me
Other Articles
Previous

จาก Lead สู่รายได้: ระบบการทำงานร่วมกันของ Marketing และ Sales

Next

KPI แบบไหนที่ทำให้ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายร่วมมือกันแทนการแข่งขันกัน

No Comment! Be the first one.

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เกี่ยวกับเว็บนี้

เราเป็น Digital Agency ที่ช่วยธุรกิจ SME และองค์กรขนาดใหญ่ วางแผน ออกแบบ และควบคุมงบประมาณการตลาดดิจิทัลให้คุ้มค่าที่สุด

เราไม่ได้มุ่งแค่เพิ่มยอดขาย แต่ช่วยให้ธุรกิจ ใช้เงินการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเติบโตอย่างเป็นระบบ

ค้นหา

ค้นหาเรา

ที่อยู่
บริษัท สเต็ป-อัพ มาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี จำกัด
25 อาคารอัลม่า ลิงค์ชั้น 17 ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี
เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

ชั่วโมงทำการ
วันจันทร์—ศุกร์: 8:00–17:00 น.

เกี่ยวกับเว็บนี้

  • เราเป็น Digital Agency ที่ช่วยธุรกิจ SME และองค์กรขนาดใหญ่ วางแผน ออกแบบ และควบคุมงบประมาณการตลาดดิจิทัลให้คุ้มค่าที่สุด
  • เราไม่ได้มุ่งแค่เพิ่มยอดขาย แต่ช่วยให้ธุรกิจ ใช้เงินการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเติบโตอย่างเป็นระบบ

บริษัท สเต็ป-อัพ มาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี จำกัด 25 อาคารอัลม่า ลิงค์ชั้น 17 ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

StepUp Marketing Technology
จัดการการอนุญาตใช้งาน Cookies

เว็บไซต์ stepupmartech.com มีการใช้งานเทคโนโลยีคุกกี้ หรือ เทคโนโลยีอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันกับคุกกี้ บนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษา นโยบายการใช้คุกกี้ และ นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ก่อนใช้บริการเว็บไซต์ ได้ที่ลิงค์ด้านล่าง

คุกกี้ที่จำเป็น Always active
คุกกี้ที่จำเป็นต่อการใช้งานเว็บไซต์ หากขาดคุกกี้ประเภทนี้ เว็บไซต์จะไม่สามารถใช้งานได้อย่างปกติ
Preferences
The technical storage or access is necessary for the legitimate purpose of storing preferences that are not requested by the subscriber or user.
คุกกี้เก็บสถิติ
The technical storage or access that is used exclusively for statistical purposes. คุกกี้ที่ใช้เก็บสถิติการเข้าใช้บริการเว็บไซต์
คุกกี้ทางการตลาดออนไลน์
คุกกี้ที่ใช้ในการตลาดออนไลน์ ใช้เพื่อนำเสนอข้อมูลทางการตลาดให้เหมาะสมเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น
  • Manage options
  • Manage services
  • Manage {vendor_count} vendors
  • Read more about these purposes
ดูรายละเอียด
  • {title}
  • {title}
  • {title}