Skip to content
Skip to content
StepUp Marketing Technology

ความสำเร็จของท่าน คือ ความสำเร็จของเรา

StepUp Marketing Technology

ความสำเร็จของท่าน คือ ความสำเร็จของเรา

  • หน้าแรก
  • บริการ
    • 👥 Social media specialist
    • 📊SEM Specialist
    • 🚦SEO Specialist
    • 🏷️Analytics & Tracking
    • 🏠Website Designer Ui
    • 👩‍🎨Graphic Designer
    • 🖊️Content Writer
    • 🎥Video Editor
    • 💞Account Executive (AE)
    • 🎬KOLs Manager
  • ประเภทธุรกิจ
  • เกี่ยวกับเรา
  • ร่วมงานกับเรา
    • 1.Social Marketing
    • 2.SEM Marketing and research Specialist
    • 3.SEO Specialist
    • 4.Programer Frontend Developer
    • 5.Website Designer Ui
    • 6.Graphic Designer and Ui Designer
    • 7.Video Editor
    • 8.Content Writer & Content Creator
    • 9. Account Executive
    • 10. Sales Executive
    • 11.HR Manager
    • 12. Accounting Manager
    • 13.Digital Marketing Manager
    • 14.KOLs Manager
  • Contact Us
    • Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล)
    • Cookies Policy (นโยบายการใช้คุกกี้)
  • BLOG

เกี่ยวกับเว็บนี้

เราเป็น Digital Agency ที่ช่วยธุรกิจ SME และองค์กรขนาดใหญ่ วางแผน ออกแบบ และควบคุมงบประมาณการตลาดดิจิทัลให้คุ้มค่าที่สุด

เราไม่ได้มุ่งแค่เพิ่มยอดขาย แต่ช่วยให้ธุรกิจ ใช้เงินการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเติบโตอย่างเป็นระบบ

ค้นหาเรา

ที่อยู่
บริษัท สเต็ป-อัพ มาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี จำกัด
25 อาคารอัลม่า ลิงค์ชั้น 17 ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี
เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

ชั่วโมง
วันจันทร์—ศุกร์: 8:00–17:00 น.

  • หน้าแรก
  • บริการ
    • 👥 Social media specialist
    • 📊SEM Specialist
    • 🚦SEO Specialist
    • 🏷️Analytics & Tracking
    • 🏠Website Designer Ui
    • 👩‍🎨Graphic Designer
    • 🖊️Content Writer
    • 🎥Video Editor
    • 💞Account Executive (AE)
    • 🎬KOLs Manager
  • ประเภทธุรกิจ
  • เกี่ยวกับเรา
  • ร่วมงานกับเรา
    • 1.Social Marketing
    • 2.SEM Marketing and research Specialist
    • 3.SEO Specialist
    • 4.Programer Frontend Developer
    • 5.Website Designer Ui
    • 6.Graphic Designer and Ui Designer
    • 7.Video Editor
    • 8.Content Writer & Content Creator
    • 9. Account Executive
    • 10. Sales Executive
    • 11.HR Manager
    • 12. Accounting Manager
    • 13.Digital Marketing Manager
    • 14.KOLs Manager
  • Contact Us
    • Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล)
    • Cookies Policy (นโยบายการใช้คุกกี้)
  • BLOG
Download CV
Close

Search

StepUp Marketing Technology

ความสำเร็จของท่าน คือ ความสำเร็จของเรา

StepUp Marketing Technology

ความสำเร็จของท่าน คือ ความสำเร็จของเรา

  • หน้าแรก
  • บริการ
    • 👥 Social media specialist
    • 📊SEM Specialist
    • 🚦SEO Specialist
    • 🏷️Analytics & Tracking
    • 🏠Website Designer Ui
    • 👩‍🎨Graphic Designer
    • 🖊️Content Writer
    • 🎥Video Editor
    • 💞Account Executive (AE)
    • 🎬KOLs Manager
  • ประเภทธุรกิจ
  • เกี่ยวกับเรา
  • ร่วมงานกับเรา
    • 1.Social Marketing
    • 2.SEM Marketing and research Specialist
    • 3.SEO Specialist
    • 4.Programer Frontend Developer
    • 5.Website Designer Ui
    • 6.Graphic Designer and Ui Designer
    • 7.Video Editor
    • 8.Content Writer & Content Creator
    • 9. Account Executive
    • 10. Sales Executive
    • 11.HR Manager
    • 12. Accounting Manager
    • 13.Digital Marketing Manager
    • 14.KOLs Manager
  • Contact Us
    • Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล)
    • Cookies Policy (นโยบายการใช้คุกกี้)
  • BLOG
  • หน้าแรก
  • บริการ
    • 👥 Social media specialist
    • 📊SEM Specialist
    • 🚦SEO Specialist
    • 🏷️Analytics & Tracking
    • 🏠Website Designer Ui
    • 👩‍🎨Graphic Designer
    • 🖊️Content Writer
    • 🎥Video Editor
    • 💞Account Executive (AE)
    • 🎬KOLs Manager
  • ประเภทธุรกิจ
  • เกี่ยวกับเรา
  • ร่วมงานกับเรา
    • 1.Social Marketing
    • 2.SEM Marketing and research Specialist
    • 3.SEO Specialist
    • 4.Programer Frontend Developer
    • 5.Website Designer Ui
    • 6.Graphic Designer and Ui Designer
    • 7.Video Editor
    • 8.Content Writer & Content Creator
    • 9. Account Executive
    • 10. Sales Executive
    • 11.HR Manager
    • 12. Accounting Manager
    • 13.Digital Marketing Manager
    • 14.KOLs Manager
  • Contact Us
    • Privacy Policy (นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล)
    • Cookies Policy (นโยบายการใช้คุกกี้)
  • BLOG
BLOGMain

การตลาดและฝ่ายขายทำงานร่วมกันอย่างไร ให้ยอดขายเติบโตโดยไม่ขัดแย้งกัน

By Dewii
สิงหาคม 31, 2026 3 Min Read
0

ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายมีเป้าหมายปลายทางเดียวกัน คือการสร้างลูกค้า รายได้ และการเติบโตให้กับองค์กร แต่ในหลายบริษัท ทั้งสองฝ่ายกลับทำงานแยกกัน ใช้ข้อมูลคนละชุด และประเมินความสำเร็จด้วยตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน

เมื่อยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ฝ่ายขายอาจมองว่าฝ่ายการตลาดส่ง Lead ที่ไม่มีคุณภาพ ขณะที่ฝ่ายการตลาดอาจมองว่าฝ่ายขายติดต่อลูกค้าช้า ติดตามไม่ต่อเนื่อง หรือไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสที่ได้รับให้กลายเป็นยอดขายได้

ความขัดแย้งลักษณะนี้ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีความสามารถเสมอไป แต่ส่วนใหญ่มักสะท้อนว่าองค์กรยังไม่มีระบบกลางที่ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายทำงานต่อเนื่องกัน

หากองค์กรสามารถเชื่อมการตลาดและฝ่ายขายให้เป็นกระบวนการเดียวกันได้ ฝ่ายการตลาดจะเข้าใจว่าควรสร้างลูกค้ากลุ่มใด ส่วนฝ่ายขายจะได้รับข้อมูลที่ช่วยให้ปิดการขายง่ายขึ้น ขณะที่ผู้บริหารสามารถมองเห็นเส้นทางตั้งแต่งบประมาณโฆษณาไปจนถึงรายได้ที่เกิดขึ้นจริง


บทบาทของฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายแตกต่างกันอย่างไร?

ฝ่ายการตลาดมีหน้าที่สร้างการรับรู้ ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย ให้ข้อมูล และพัฒนาผู้ที่สนใจให้มีความพร้อมก่อนส่งต่อให้ฝ่ายขาย ส่วนฝ่ายขายมีหน้าที่ค้นหาความต้องการที่แท้จริง ให้คำปรึกษา นำเสนอแนวทางแก้ปัญหา จัดการข้อกังวล และนำลูกค้าไปสู่การตัดสินใจซื้อ

ขั้นตอนของลูกค้า บทบาทฝ่ายการตลาด บทบาทฝ่ายขาย
เริ่มรู้จักแบรนด์ โฆษณา SEO คอนเทนต์ และ Social Media ให้ข้อมูลปัญหาที่ได้ยินจากลูกค้า
เริ่มสนใจ Landing Page, Webinar และ Lead Magnet ช่วยระบุคุณสมบัติของลูกค้าเป้าหมาย
พิจารณาทางเลือก กรณีศึกษา รีวิว และข้อมูลประกอบ สอบถามความต้องการและประเมินโอกาส
ขอข้อมูลเพิ่มเติม เก็บและส่งต่อข้อมูล Lead ติดต่อ ให้คำปรึกษา และนำเสนอ
ตัดสินใจซื้อ สนับสนุน Sales Materials เสนอราคา เจรจา และปิดการขาย
หลังการขาย สร้างความสัมพันธ์และสื่อสารต่อเนื่อง ติดตามผล ขายเพิ่ม และขอการแนะนำ

ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ได้ทำงานแทนกัน แต่รับผิดชอบคนละช่วงของ Customer Journey และต้องส่งต่อข้อมูลระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง


เหตุใดฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายจึงขัดแย้งกัน?

1. มีเป้าหมายคนละแบบ

ฝ่ายการตลาดอาจให้ความสำคัญกับ Reach, Engagement, Website Traffic และจำนวน Lead ขณะที่ฝ่ายขายสนใจยอดขาย กำไร และจำนวนลูกค้าที่ปิดได้

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายการตลาดสร้าง Lead ได้จำนวนมากและถือว่าแคมเปญประสบความสำเร็จ แต่ฝ่ายขายพบว่า Lead เหล่านั้นไม่มีกำลังซื้อ ไม่มีอำนาจตัดสินใจ หรือไม่ได้มีความต้องการจริง

2. นิยามคำว่า “Lead ที่มีคุณภาพ” ไม่ตรงกัน

ฝ่ายการตลาดอาจถือว่าผู้ที่กรอกแบบฟอร์มคือ Lead ที่พร้อมส่งต่อ แต่ฝ่ายขายอาจต้องการลูกค้าที่มีงบประมาณ มีกรอบเวลา และพร้อมพูดคุยแล้ว

หากไม่มีเกณฑ์กลาง ทั้งสองฝ่ายจะประเมินคุณภาพของ Lead จากความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัว

3. ไม่มีระบบส่งต่องานที่ชัดเจน

บางองค์กรส่งข้อมูลลูกค้าผ่านอีเมล โปรแกรมสนทนา หรือไฟล์หลายชุด ทำให้ Lead ตกหล่น ข้อมูลไม่ครบ และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ

4. ฝ่ายขายไม่ส่งข้อมูลกลับไปยังฝ่ายการตลาด

ฝ่ายขายพูดคุยกับลูกค้าจริงและรับรู้ปัญหาของตลาดโดยตรง แต่หากข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้รับการบันทึก ฝ่ายการตลาดก็ไม่สามารถนำไปปรับกลุ่มเป้าหมาย ข้อความโฆษณา หรือเนื้อหาได้

5. การให้รางวัลทำให้สองฝ่ายแข่งขันกัน

หากฝ่ายขายได้รับการยอมรับจากยอดขายเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่การตลาดถูกประเมินจากจำนวน Lead ทั้งสองฝ่ายจะพยายามปกป้องตัวเลขของตน แทนที่จะร่วมกันปรับปรุงรายได้รวมของบริษัท


10 วิธีทำให้ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

1. กำหนดเป้าหมายทางธุรกิจร่วมกัน

องค์กรควรเริ่มจากเป้าหมายหลักที่ทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบร่วมกัน เช่น

  • รายได้รวม

  • จำนวนลูกค้าใหม่

  • จำนวน Qualified Lead

  • Conversion Rate จาก Lead เป็นลูกค้า

  • ต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้า

  • มูลค่าตลอดอายุของลูกค้า

  • อัตราการซื้อซ้ำ

  • ระยะเวลาเฉลี่ยในการปิดการขาย

ทั้งสองฝ่ายยังสามารถมี KPI เฉพาะของตนเองได้ แต่ควรมี KPI ร่วมที่เชื่อมโยงกับรายได้และคุณภาพของลูกค้า

ตัวอย่างเช่น ฝ่ายการตลาดไม่ควรวัดเฉพาะจำนวน Lead แต่ควรวัดจำนวน Lead ที่พัฒนาเป็น Sales Qualified Lead หรือสร้างยอดขายได้จริงด้วย

2. สร้าง Customer Persona ร่วมกัน

ฝ่ายการตลาดอาจมีข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมออนไลน์ ความสนใจ และแหล่งที่มาของลูกค้า ขณะที่ฝ่ายขายมีข้อมูลเกี่ยวกับคำถาม ข้อกังวล งบประมาณ และเหตุผลในการตัดสินใจซื้อ

การสร้าง Customer Persona จึงไม่ควรเป็นงานของฝ่ายการตลาดเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรใช้ข้อมูลจากฝ่ายขายร่วมด้วย

Persona ที่นำไปใช้ได้จริงควรประกอบด้วย

  • ประเภทธุรกิจหรืออุตสาหกรรม

  • ขนาดขององค์กร

  • ตำแหน่งของผู้ติดต่อ

  • ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

  • ปัญหาหลักที่ต้องการแก้ไข

  • เป้าหมายทางธุรกิจ

  • งบประมาณโดยประมาณ

  • ระยะเวลาในการตัดสินใจ

  • เกณฑ์ที่ใช้เปรียบเทียบผู้ให้บริการ

  • เหตุผลที่อาจยังไม่ซื้อ

  • ช่องทางที่ใช้ค้นหาข้อมูล

เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นภาพลูกค้าแบบเดียวกัน ฝ่ายการตลาดจะสร้างแคมเปญได้แม่นยำขึ้น และฝ่ายขายจะได้รับ Lead ที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น

3. กำหนดความหมายของ Lead ในแต่ละระดับ

องค์กรควรกำหนดนิยามกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับ เช่น

Lead

ผู้ที่แสดงความสนใจหรือให้ข้อมูลติดต่อ แต่ยังไม่ได้ผ่านการประเมินคุณภาพ

Marketing Qualified Lead หรือ MQL

ผู้ที่มีคุณสมบัติตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และแสดงพฤติกรรมที่สะท้อนความสนใจในระดับหนึ่ง เช่น ดาวน์โหลดเอกสาร เข้าชมหน้าบริการหลายครั้ง หรือลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม

Sales Qualified Lead หรือ SQL

ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบเพิ่มเติมแล้วว่ามีความต้องการ มีความเหมาะสม และพร้อมพูดคุยกับฝ่ายขาย

Opportunity

ผู้ที่มีโอกาสซื้ออย่างเป็นรูปธรรม เช่น มีปัญหาชัดเจน มีผู้ตัดสินใจ มีงบประมาณ หรือมีกำหนดเวลาในการเริ่มโครงการ

Customer

ผู้ที่ตอบรับข้อเสนอ ลงนามในข้อตกลง หรือชำระเงินเรียบร้อยแล้ว

การกำหนดแต่ละระดับให้ชัดเจนจะช่วยลดการถกเถียงว่า Lead รายใดควรถูกส่งต่อ และฝ่ายขายควรเริ่มติดต่อลูกค้าเมื่อใด

4. สร้าง Lead Scoring เพื่อคัดกรองอย่างเป็นระบบ

Lead Scoring คือการให้คะแนนผู้สนใจจากคุณสมบัติและพฤติกรรม โดยอาจแบ่งคะแนนออกเป็นสองส่วน

คะแนนด้านคุณสมบัติ

  • อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

  • มีขนาดองค์กรตามเกณฑ์

  • เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ

  • อยู่ในพื้นที่ให้บริการ

  • มีงบประมาณเหมาะสม

คะแนนด้านพฤติกรรม

  • เข้าชมหน้าราคาหรือหน้าบริการ

  • ดาวน์โหลด Company Profile

  • เปิดอีเมลหลายครั้ง

  • ลงทะเบียนเข้าร่วม Webinar

  • ขอรับคำปรึกษา

  • กลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ซ้ำ

เมื่อคะแนนถึงระดับที่กำหนด ระบบจึงส่ง Lead ให้ฝ่ายขาย วิธีนี้ช่วยให้ฝ่ายขายจัดลำดับความสำคัญได้ และลดเวลาในการติดต่อผู้ที่ยังไม่พร้อมซื้อ

5. จัดทำ SLA ระหว่างการตลาดและฝ่ายขาย

SLA หรือ Service Level Agreement ในบริบทนี้คือข้อตกลงการทำงานระหว่างสองฝ่าย เพื่อกำหนดว่าแต่ละฝ่ายต้องส่งมอบอะไร ภายในเวลาเท่าใด และวัดผลอย่างไร

ตัวอย่างข้อตกลง ได้แก่

  • ฝ่ายการตลาดต้องส่ง MQL ที่มีข้อมูลครบตามเกณฑ์

  • ฝ่ายขายต้องติดต่อลูกค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด

  • ฝ่ายขายต้องพยายามติดต่อตามจำนวนครั้งและช่องทางที่เหมาะสม

  • ทุกการติดต่อจะต้องบันทึกใน CRM

  • ฝ่ายขายต้องระบุเหตุผลเมื่อปฏิเสธ Lead

  • Lead ที่ยังไม่พร้อมซื้อต้องถูกส่งกลับไปทำ Lead Nurturing

  • ฝ่ายการตลาดต้องวิเคราะห์คุณภาพ Lead แยกตามแคมเปญ

  • ทั้งสองฝ่ายต้องทบทวนเกณฑ์ร่วมกันตามรอบเวลา

SLA ทำให้การติดตามงานอ้างอิงจากข้อตกลงที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนบุคคล

6. ใช้ CRM เป็นแหล่งข้อมูลกลาง

CRM ช่วยรวบรวมข้อมูลของลูกค้าตั้งแต่แหล่งที่มา ประวัติการติดต่อ ความสนใจ สถานะการขาย ไปจนถึงผลลัพธ์สุดท้าย

ข้อมูลที่ควรบันทึกใน CRM ได้แก่

  • ลูกค้ามาจากช่องทางหรือแคมเปญใด

  • สนใจสินค้าและบริการประเภทใด

  • ใครเป็นผู้รับผิดชอบ

  • ติดต่อครั้งล่าสุดเมื่อใด

  • ลูกค้าตอบกลับอย่างไร

  • ปัญหาและความต้องการคืออะไร

  • มีงบประมาณประมาณเท่าใด

  • ใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ

  • อยู่ในขั้นตอนใดของ Sales Pipeline

  • ควรติดตามอีกครั้งเมื่อใด

  • เหตุผลที่ชนะหรือแพ้การขายคืออะไร

เมื่อทั้งฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน องค์กรจะสามารถตรวจสอบได้ว่าแคมเปญใดไม่ได้สร้างเพียง Lead แต่สร้างรายได้จริง

7. สร้างวงจร Feedback ที่สั้นและต่อเนื่อง

ฝ่ายขายควรส่งข้อมูลจากการสนทนากับลูกค้ากลับไปให้ฝ่ายการตลาด เช่น

  • ลูกค้าถามเรื่องใดบ่อยที่สุด

  • ลูกค้ามีความเข้าใจผิดเรื่องใด

  • ข้อกังวลสำคัญก่อนตัดสินใจคืออะไร

  • ลูกค้าเปรียบเทียบกับคู่แข่งรายใด

  • เหตุใดลูกค้าจึงไม่ตัดสินใจซื้อ

  • เนื้อหาประเภทใดช่วยให้ขายง่ายขึ้น

  • กลุ่มลูกค้าใดมีโอกาสปิดการขายสูง

  • โปรโมชั่นใดช่วยกระตุ้นการตัดสินใจ

  • สินค้าหรือบริการใดได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

ฝ่ายการตลาดสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ปรับ Keyword, Landing Page, Content, โฆษณา และการแบ่งกลุ่มเป้าหมายได้

วงจรการทำงานที่มีประสิทธิภาพจึงมีลักษณะดังนี้

การตลาดสร้าง Lead → ฝ่ายขายพูดคุยกับลูกค้า → ฝ่ายขายบันทึกข้อมูล → การตลาดปรับแคมเปญ → คุณภาพ Lead ดีขึ้น

8. ประชุมร่วมกันโดยใช้ข้อมูลแทนการกล่าวโทษ

การประชุมไม่ควรมีเป้าหมายเพื่อค้นหาว่าใครผิด แต่ควรใช้เพื่อค้นหาว่ากระบวนการส่วนใดต้องปรับปรุง

หัวข้อประชุมรายสัปดาห์หรือรายเดือนอาจประกอบด้วย

  1. จำนวน Lead แยกตามช่องทาง

  2. จำนวน MQL และ SQL

  3. ระยะเวลาเฉลี่ยก่อนติดต่อ Lead

  4. จำนวนลูกค้าที่นัดหมายได้

  5. จำนวนใบเสนอราคาที่ส่ง

  6. อัตราการปิดการขาย

  7. รายได้แยกตามแคมเปญ

  8. เหตุผลที่ปิดการขายไม่ได้

  9. ข้อเสนอแนะจากลูกค้า

  10. แผนปรับปรุงในรอบถัดไป

ควรเปลี่ยนคำพูดที่อิงความรู้สึกให้เป็นข้อสังเกตจากข้อมูล เช่น

แทนที่จะพูดว่า

“Lead จากการตลาดไม่มีคุณภาพ”

ควรระบุว่า

“Lead จากแคมเปญ A จำนวน 60% ไม่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 25% ไม่มีงบประมาณตามเกณฑ์”

ข้อมูลที่ชัดเจนช่วยให้ทีมค้นหาสาเหตุและออกแบบวิธีแก้ไขได้โดยไม่ทำให้ความเห็นต่างกลายเป็นความขัดแย้งส่วนบุคคล

9. สร้าง Sales Enablement ให้ฝ่ายขายมีเครื่องมือพร้อมใช้

ฝ่ายการตลาดไม่ควรหยุดทำงานทันทีหลังส่ง Lead แต่ควรสนับสนุนฝ่ายขายด้วยเนื้อหาและเครื่องมือที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น เช่น

  • Company Profile

  • Sales Presentation

  • Product Brochure

  • ตารางเปรียบเทียบสินค้า

  • กรณีศึกษา

  • รีวิวจากลูกค้า

  • คำถามที่พบบ่อย

  • ข้อมูลตอบข้อโต้แย้ง

  • Demo หรือวิดีโอสาธิต

  • Template อีเมลติดตามลูกค้า

  • บทความให้ความรู้

  • เครื่องมือคำนวณต้นทุนหรือผลตอบแทน

ฝ่ายขายควรแจ้งกลับว่าเอกสารใดถูกใช้งานจริง เอกสารใดช่วยปิดการขาย และข้อมูลส่วนใดยังขาดอยู่ เพื่อให้ฝ่ายการตลาดพัฒนา Sales Materials ได้ตรงกับสถานการณ์จริง

10. ให้รางวัลจากความสำเร็จร่วมกัน

ระบบประเมินผลควรมีทั้ง KPI รายบุคคล KPI รายฝ่าย และ KPI ร่วม เพื่อรักษาความรับผิดชอบเฉพาะด้านโดยไม่ทำให้เกิดการแข่งขันภายในที่ไม่จำเป็น

ตัวอย่าง KPI ร่วม ได้แก่

  • รายได้จากลูกค้าใหม่

  • Conversion Rate จาก MQL เป็นลูกค้า

  • ต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้า

  • ระยะเวลาเฉลี่ยของ Sales Cycle

  • รายได้ที่เกิดจากแคมเปญการตลาด

  • อัตราการรักษาลูกค้า

  • มูลค่าตลอดอายุของลูกค้า

เมื่อทั้งสองฝ่ายได้รับการยอมรับจากผลลัพธ์ร่วมกัน ฝ่ายการตลาดจะไม่มุ่งสร้าง Lead จำนวนมากโดยละเลยคุณภาพ และฝ่ายขายจะเห็นความสำคัญของการบันทึกข้อมูลกลับเข้าสู่ระบบ


ตัวอย่างกระบวนการทำงานร่วมกันตั้งแต่โฆษณาถึงยอดขาย

สมมติว่า Digital Agency ทำแคมเปญเพื่อหาลูกค้าธุรกิจที่ต้องการควบคุมงบประมาณการตลาด กระบวนการอาจออกแบบดังนี้

ขั้นที่ 1 ฝ่ายการตลาดสร้างความสนใจ

ผลิตบทความ SEO โฆษณา Search Ads และคอนเทนต์เกี่ยวกับการลดต้นทุนโฆษณา การวางระบบ Marketing และการวัดผล ROI

ขั้นที่ 2 เก็บข้อมูลผู้สนใจ

นำผู้สนใจเข้าสู่ Landing Page เพื่อดาวน์โหลดแบบประเมินระบบการตลาดหรือขอรับคำปรึกษาเบื้องต้น

ขั้นที่ 3 ประเมินคุณภาพ Lead

ตรวจสอบประเภทธุรกิจ เป้าหมาย งบประมาณ ปัญหา และระยะเวลาที่ต้องการเริ่มงาน ก่อนจัดระดับเป็น Lead, MQL หรือ SQL

ขั้นที่ 4 ส่งต่อให้ฝ่ายขาย

CRM แจ้งข้อมูลของ SQL ให้ผู้รับผิดชอบ พร้อมระบุแคมเปญ เนื้อหาที่ลูกค้าเคยสนใจ และปัญหาที่แจ้งไว้

ขั้นที่ 5 ฝ่ายขายให้คำปรึกษา

ฝ่ายขายใช้ข้อมูลที่ได้รับเพื่อสอบถามเชิงลึก วิเคราะห์ความต้องการ และนำเสนอขอบเขตบริการที่เหมาะสมกับทรัพยากรของลูกค้า

ขั้นที่ 6 บันทึกผลลัพธ์

ฝ่ายขายบันทึกสถานะ ผลการสนทนา เหตุผลที่ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจ และกำหนดวันติดตามครั้งต่อไป

ขั้นที่ 7 ปรับปรุงแคมเปญ

ฝ่ายการตลาดนำข้อมูลจาก CRM มาวิเคราะห์ว่าแหล่งใดสร้างลูกค้าที่มีคุณภาพ และควรเพิ่มหรือลดงบประมาณในส่วนใด

กระบวนการนี้ทำให้องค์กรสามารถเชื่อมโยงงบโฆษณา Lead คุณภาพ โอกาสทางการขาย และรายได้ไว้ในระบบเดียวกัน


หาก Lead ยังไม่พร้อมซื้อ ควรเป็นหน้าที่ของใคร?

Lead ที่ยังไม่พร้อมซื้อไม่ควรถูกทิ้ง และไม่ควรอยู่ในรายการติดตามของฝ่ายขายตลอดไป เพราะจะทำให้ทีมขายเสียเวลากับผู้ที่ยังไม่มีความพร้อม

ควรส่ง Lead กลับเข้าสู่กระบวนการ Lead Nurturing ของฝ่ายการตลาด เช่น

  • ส่งบทความให้ความรู้

  • ส่งกรณีศึกษา

  • เชิญเข้าร่วม Webinar

  • แนะนำเครื่องมือหรือแบบประเมิน

  • ทำ Remarketing

  • แจ้งข่าวผลิตภัณฑ์และโปรโมชั่น

  • ส่งเนื้อหาตามปัญหาที่ลูกค้าสนใจ

เมื่อลูกค้าแสดงพฤติกรรมใหม่หรือมีคะแนนเพิ่มขึ้น ระบบจึงแจ้งให้ฝ่ายขายกลับไปติดต่ออีกครั้ง

วิธีนี้ช่วยให้ฝ่ายขายมุ่งเน้นกับโอกาสที่ใกล้ตัดสินใจ ขณะที่ฝ่ายการตลาดยังคงสร้างความสัมพันธ์กับผู้ที่ต้องการเวลา


ผู้บริหารมีบทบาทอย่างไรในการลดความขัดแย้ง?

ผู้บริหารไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตรวจสอบว่าระบบสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันจริงหรือไม่

สิ่งที่ผู้บริหารควรดำเนินการ ได้แก่

  • กำหนดเป้าหมายที่ไม่ขัดแย้งกัน

  • แต่งตั้งผู้รับผิดชอบกระบวนการ Revenue

  • สนับสนุนการใช้ CRM และข้อมูลกลาง

  • กำหนด SLA และผู้รับผิดชอบแต่ละขั้นตอน

  • สร้างบรรยากาศที่สามารถเสนอปัญหาได้อย่างปลอดภัย

  • แยกการวิจารณ์กระบวนการออกจากการตำหนิบุคคล

  • ไม่ให้รางวัลกับการแย่งผลงาน

  • ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

  • สนับสนุนการฝึกอบรมข้ามฝ่าย

  • ประเมินและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง

ความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติและมีประโยชน์ หากช่วยให้องค์กรเห็นปัญหาจากหลายมุม สิ่งที่ควรลดไม่ใช่ความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่คือการกล่าวโทษ การปกปิดข้อมูล และการแข่งขันที่ทำให้เป้าหมายขององค์กรเสียหาย


ประสิทธิภาพและประสิทธิผลแตกต่างกันอย่างไร?

การทำงานร่วมกันที่ดีต้องมีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง การใช้เวลา งบประมาณ และบุคลากรอย่างคุ้มค่า เช่น ส่งต่อ Lead ได้รวดเร็ว ลดงานซ้ำ และลดจำนวน Lead ที่ตกหล่น

ประสิทธิผล (Effectiveness) หมายถึง การบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ เช่น ได้ลูกค้าที่เหมาะสม เพิ่มยอดขาย และสร้างกำไรให้กับองค์กร

องค์กรอาจทำงานได้รวดเร็วแต่ไม่เกิดยอดขาย หรือสร้างยอดขายได้แต่ใช้ต้นทุนสูงเกินไป การวางระบบระหว่างฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายจึงต้องดูทั้งสองด้านพร้อมกัน


สัญญาณว่าการตลาดและฝ่ายขายเริ่มทำงานเป็นทีมเดียวกัน

องค์กรสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้จากสัญญาณต่อไปนี้

  • ทั้งสองฝ่ายใช้นิยาม Lead แบบเดียวกัน

  • ฝ่ายขายติดต่อลูกค้าได้เร็วขึ้น

  • ข้อมูลใน CRM ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน

  • ฝ่ายการตลาดทราบว่าแคมเปญใดสร้างยอดขาย

  • ฝ่ายขายได้รับเนื้อหาที่ช่วยตอบคำถามลูกค้า

  • จำนวน Lead ที่ตกหล่นลดลง

  • การประชุมใช้ข้อมูลมากกว่าความคิดเห็นส่วนตัว

  • ทั้งสองฝ่ายร่วมกันวิเคราะห์เหตุผลที่ขายไม่ได้

  • คุณภาพ Lead และ Conversion Rate ดีขึ้น

  • รายได้เติบโตโดยไม่ต้องเพิ่มงบประมาณในสัดส่วนเดียวกัน


บทสรุป

ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายไม่ควรถูกมองเป็นสองหน่วยงานที่แข่งขันกัน เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างรายได้เดียวกัน

ฝ่ายการตลาดทำหน้าที่ค้นหา ดึงดูด และพัฒนากลุ่มเป้าหมาย ส่วนฝ่ายขายทำหน้าที่เปลี่ยนความสนใจให้เป็นความเชื่อมั่นและการตัดสินใจซื้อ หากขั้นตอนใดขาดข้อมูลหรือไม่เชื่อมต่อกัน ประสบการณ์ของลูกค้าจะสะดุดและโอกาสทางการขายอาจสูญหาย

หัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกันจึงประกอบด้วย

  1. เป้าหมายทางธุรกิจร่วมกัน

  2. Customer Persona ที่สร้างจากข้อมูลของทั้งสองฝ่าย

  3. นิยาม Lead ที่ชัดเจน

  4. ระบบส่งต่องานและ SLA

  5. CRM ที่เป็นแหล่งข้อมูลกลาง

  6. วงจร Feedback ที่ต่อเนื่อง

  7. การประชุมโดยใช้ข้อมูล

  8. เครื่องมือสนับสนุนการขาย

  9. KPI และระบบรางวัลที่สอดคล้องกัน

  10. วัฒนธรรมที่แก้ไขระบบโดยไม่กล่าวโทษบุคคล

เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน และเข้าใจว่าความสำเร็จของฝ่ายหนึ่งขึ้นอยู่กับอีกฝ่าย ความขัดแย้งจะเปลี่ยนเป็นความร่วมมือ ฝ่ายขายจะปิดการขายได้ง่ายขึ้น ฝ่ายการตลาดจะใช้งบประมาณได้แม่นยำขึ้น และองค์กรจะสามารถสร้างยอดขายที่เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน


คำถามที่พบบ่อย

ฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดควรประชุมร่วมกันบ่อยแค่ไหน?

ควรมีการติดตามข้อมูลเบื้องต้นเป็นรายสัปดาห์ และวิเคราะห์ผลลัพธ์เชิงลึกเป็นรายเดือน ความถี่สามารถปรับตามจำนวน Lead และระยะเวลาของวงจรการขาย

ใครควรเป็นผู้กำหนดว่า Lead มีคุณภาพหรือไม่?

ฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายควรร่วมกันกำหนดเกณฑ์ โดยใช้ข้อมูลลูกค้าที่ปิดการขายได้จริงประกอบ และควรทบทวนเกณฑ์ตามข้อมูลใหม่อย่างสม่ำเสมอ

หากฝ่ายขายไม่บันทึกข้อมูลใน CRM ควรแก้ไขอย่างไร?

ควรลดความซับซ้อนของขั้นตอน กำหนดข้อมูลที่จำเป็น สร้างมาตรฐานการใช้งาน และทำให้ทีมเห็นว่าข้อมูลช่วยลดงานและเพิ่มโอกาสปิดการขายอย่างไร จากนั้นจึงเชื่อมการใช้งานเข้ากับกระบวนการประเมินผล

ฝ่ายการตลาดควรรับผิดชอบยอดขายหรือไม่?

ฝ่ายการตลาดควรรับผิดชอบต่อคุณภาพของโอกาสและรายได้ที่การตลาดมีส่วนสร้าง แต่การปิดการขายยังต้องอาศัยฝ่ายขาย ราคา คุณภาพสินค้า และความสามารถในการให้บริการขององค์กรร่วมกัน

CRM ช่วยลดความขัดแย้งได้จริงหรือไม่?

CRM ช่วยได้เมื่อองค์กรกำหนดกระบวนการและใช้ข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ระบบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากพนักงานไม่บันทึกข้อมูลหรือแต่ละฝ่ายยังใช้เกณฑ์คนละชุด

Tags:

CRMKPI ฝ่ายขายและการตลาดMarketing Qualified LeadSales and Marketing AlignmentSales PipelineSales Qualified Leadการทำงานร่วมกันระหว่างแผนกการส่งต่อ Leadลดความขัดแย้งระหว่างการตลาดและฝ่ายขาย
Author

Dewii

Follow Me
Other Articles
Previous

10 วิธีลดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการตลาดและฝ่ายขาย

Next

ฝ่ายขายบอกว่า Lead ไม่มีคุณภาพ ฝ่ายการตลาดบอกว่าขายไม่เป็น—แก้ปัญหาอย่างไร

No Comment! Be the first one.

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เกี่ยวกับเว็บนี้

เราเป็น Digital Agency ที่ช่วยธุรกิจ SME และองค์กรขนาดใหญ่ วางแผน ออกแบบ และควบคุมงบประมาณการตลาดดิจิทัลให้คุ้มค่าที่สุด

เราไม่ได้มุ่งแค่เพิ่มยอดขาย แต่ช่วยให้ธุรกิจ ใช้เงินการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเติบโตอย่างเป็นระบบ

ค้นหา

ค้นหาเรา

ที่อยู่
บริษัท สเต็ป-อัพ มาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี จำกัด
25 อาคารอัลม่า ลิงค์ชั้น 17 ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี
เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

ชั่วโมงทำการ
วันจันทร์—ศุกร์: 8:00–17:00 น.

เกี่ยวกับเว็บนี้

  • เราเป็น Digital Agency ที่ช่วยธุรกิจ SME และองค์กรขนาดใหญ่ วางแผน ออกแบบ และควบคุมงบประมาณการตลาดดิจิทัลให้คุ้มค่าที่สุด
  • เราไม่ได้มุ่งแค่เพิ่มยอดขาย แต่ช่วยให้ธุรกิจ ใช้เงินการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเติบโตอย่างเป็นระบบ

บริษัท สเต็ป-อัพ มาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี จำกัด 25 อาคารอัลม่า ลิงค์ชั้น 17 ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

StepUp Marketing Technology
จัดการการอนุญาตใช้งาน Cookies

เว็บไซต์ stepupmartech.com มีการใช้งานเทคโนโลยีคุกกี้ หรือ เทคโนโลยีอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันกับคุกกี้ บนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษา นโยบายการใช้คุกกี้ และ นโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ก่อนใช้บริการเว็บไซต์ ได้ที่ลิงค์ด้านล่าง

คุกกี้ที่จำเป็น Always active
คุกกี้ที่จำเป็นต่อการใช้งานเว็บไซต์ หากขาดคุกกี้ประเภทนี้ เว็บไซต์จะไม่สามารถใช้งานได้อย่างปกติ
Preferences
The technical storage or access is necessary for the legitimate purpose of storing preferences that are not requested by the subscriber or user.
คุกกี้เก็บสถิติ
The technical storage or access that is used exclusively for statistical purposes. คุกกี้ที่ใช้เก็บสถิติการเข้าใช้บริการเว็บไซต์
คุกกี้ทางการตลาดออนไลน์
คุกกี้ที่ใช้ในการตลาดออนไลน์ ใช้เพื่อนำเสนอข้อมูลทางการตลาดให้เหมาะสมเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น
  • Manage options
  • Manage services
  • Manage {vendor_count} vendors
  • Read more about these purposes
ดูรายละเอียด
  • {title}
  • {title}
  • {title}